ป่าทุกผืนมีค่า พาเจาะลึก ‘แนวกันไฟ’ หัวใจสำคัญของการป้องกันไฟป่า

เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง หนึ่งในภัยเงียบที่หลายพื้นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดก็คือ ‘ไฟป่า’ ภัยธรรมชาติที่มักปรากฏเป็นเปลวเพลิงสีส้มลุกลามไปทั่วผืนป่าอย่างรวดเร็ว แม้จะดูห่างไกลจากชีวิตในเมืองใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้วไฟป่าสามารถส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งต่อธรรมชาติ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ ตลอดจนสุขภาพของมนุษย์ได้โดยที่เราอาจคาดไม่ถึง ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าจึงเป็นเรื่องที่เราทุกคนควรตระหนักรู้ให้เท่าทัน เพื่อเตรียมรับมือกับภัยนี้อย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยหนึ่งในแนวทางการป้องกันไฟป่าที่ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย คือ การทำ ‘แนวกันไฟ’  ซึ่งเปรียบเสมือนปราการด่านแรกในการสกัดกั้นและชะลอการลุกลามของไฟ ช่วยลดความเสียหายจากไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักแนวทางป้องกันนี้กันแบบเจาะลึก พร้อมทำความเข้าใจว่าไฟป่าเกิดจากอะไร รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ เพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลผืนป่าให้ปลอดภัยและยั่งยืนต่อไป

ไฟป่า… เพลิงทะเลสีส้มอันร้อนแรง มีสาเหตุเกิดจากอะไร ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตอย่างไรบ้าง ? 

‘ไฟป่า’ เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากทั้งสาเหตุทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ ในกรณีของธรรมชาติ ไฟป่าอาจเกิดจากฟ้าผ่าหรือสภาพอากาศที่แห้งแล้งร่วมกับลมแรง ซึ่งเอื้อต่อการเกิดประกายไฟและการลุกลามของเพลิงอย่างรวดเร็ว ขณะที่สาเหตุจากมนุษย์ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ขาดการควบคุม เช่น การเผาไร่เผาหญ้า การทิ้งก้นบุหรี่ในพื้นที่ป่า การก่อกองไฟขณะตั้งแคมป์โดยไม่ดับให้สนิท รวมถึงการกระทำอื่น ๆ ที่สามารถก่อให้เกิดประกายไฟในสภาพแวดล้อมที่ไวต่อการติดไฟ 

ไฟป่า… เพลิงทะเลสีส้มอันร้อนแรง มีสาเหตุเกิดจากอะไร ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตอย่างไรบ้าง

เมื่อไฟป่าปะทุขึ้น ผลกระทบจากเปลวเพลิงไม่เพียงจำกัดอยู่แค่บริเวณผืนป่าที่ถูกเผาไหม้ แต่ยังอาจสร้างผลเสียตามมาอีกมากมาย เช่น

  • ความเสียหายต่อระบบนิเวศ ไฟป่าคือหนึ่งในสาเหตุหลักของการทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า ทั้งสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ รวมถึงแมลง สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ต้นไม้และพืชพรรณจำนวนมากที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ
  • มลพิษทางอากาศและสุขภาพ เพราะควันจากไฟป่าประกอบด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะ PM2.5 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ และเพิ่มความเสี่ยงของโรคเกี่ยวกับปอดและหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรังหรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ นอกจากการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้รวมถึงความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมแล้ว ไฟป่ายังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการคมนาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อเกิดไฟป่า ผลกระทบที่ตามมาคือกลุ่มก้อนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลจากต้นไม้ที่ถูกเผาไหม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกหลักที่เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน หากเกิดไฟป่าซ้ำซากในพื้นที่เดิมจะยิ่งเพิ่มปริมาณคาร์บอนให้สะสมในชั้นบรรยากาศ และอาจส่งผลต่อสมดุลของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว 

แนวกันไฟ ปราการด่านสำคัญในการป้องกันไฟป่า

‘แนวกันไฟ’ คือหนึ่งในวิธีการป้องกันไฟป่าที่มีประสิทธิภาพ สร้างขึ้นเพื่อหยุดยั้งหรือลดความรุนแรงจากการลุกลามของไฟ โดยการตัดวงจรของเชื้อเพลิงตามธรรมชาติไม่ให้ไฟสามารถเคลื่อนตัวผ่านไปยังพื้นที่อื่นได้ จึงเปรียบเสมือนปราการด่านหน้าของป่าไม้ที่คอยทำหน้าที่คุ้มกันภัยจากเปลวเพลิง 

โดยแนวกันไฟทำงานบนหลักการพื้นฐานง่าย ๆ คือ “เมื่อไม่มีเชื้อเพลิง ไฟก็ไม่สามารถลุกลามได้” ซึ่งเชื้อเพลิงในธรรมชาติที่ไฟป่าต้องพึ่งพาอย่างหญ้าแห้ง ใบไม้ กิ่งไม้ เศษไม้ หรือพืชพรรณที่ติดไฟง่าย หากถูกกำจัดเป็นบริเวณกว้าง พื้นที่ตรงบริเวณนั้นก็จะกลายเป็นแนวกันไฟ เมื่อเปลวไฟมาเจอกับพื้นที่ที่ไม่มีเชื้อเพลิง ไฟจึงหยุดหรือชะลอความเร็วลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านมีโอกาสเข้าควบคุมหรือดับไฟได้ทันก่อนจะลุกลามจนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

แนวกันไฟ ปราการด่านสำคัญในการป้องกันไฟป่า

ด้วยเหตุนี้ แนวกันไฟจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่ของการ ‘ป้องกันก่อนเกิดเหตุ’ และ ‘บรรเทาผลกระทบหลังเกิดเหตุ’ ทำให้แนวกันไฟกลายเป็นมาตรการพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า โดยสามารถจำแนกแนวกันไฟในประเทศไทยได้ตามวิธีการจัดการและลักษณะของพื้นที่ ดังนี้

1. แนวกันไฟวิธีกล เป็นแนวกันไฟที่ถูกสร้างโดยแรงงานคนหรือเครื่องจักรในการกำจัดพืชแห้ง วัชพืช เศษไม้ใบไม้ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นแนวปลอดเชื้อเพลิง เพื่อหยุดการลุกลามของไฟป่า เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย แต่อาจต้องดูแลรักษาเป็นประจำ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้พืชอาจกลับมาเติบโตและเป็นเชื้อเพลิงใหม่ได้อีกครั้ง

2. แนวกันไฟแบบใช้พืชเขียว หนึ่งในวิธีการป้องกันไฟป่าที่ทำได้โดยการปลูกพืชที่มีความชื้นสูงและเขียวชอุ่มตลอดปี เช่น หญ้าแฝกหรือพืชตระกูลถั่ว เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันไฟธรรมชาติ เนื่องจากพืชเหล่านี้ติดไฟยากและยังช่วยป้องกันการพังทลายของดิน จึงเหมาะกับพื้นที่ลาดชันหรือพื้นที่ดินเสื่อมโทรม 

3. แนวกันไฟแบบใช้วิธีให้น้ำ ซึ่งเป็นวิธีที่คล้ายกับวิธีใช้พืชเขียว เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชขึ้นใหม่ แต่เป็นการให้น้ำแก่พืชที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพื่อให้พืชที่ปกคลุมแนวดังกล่าวคงความเขียวชอุ่มชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้พื้นที่มีโอกาสติดไฟน้อยลง โดยอาศัยการติดตั้งระบบรดน้ำ หรือการจัดระบบชลประทานให้มีน้ำไหลผ่านแนวกันไฟนี้

4. แนวกันไฟแบบใช้สารเคมี เป็นการพ่นสารเคมีเพื่อกำจัดวัชพืช หรือทำให้เชื้อเพลิงในพื้นที่ไม่สามารถลุกติดไฟได้ง่าย ทั้งนี้ การใช้สารเคมีเป็นวิธีการป้องกันไฟป่าที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้

5. แนวกันไฟแบบเผาเชื้อเพลิง เป็นวิธีการเผาเชื้อเพลิงล่วงหน้าในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อไฟป่า โดยควบคุมทิศทางและความแรงของไฟอย่างรัดกุม ทั้งนี้ ต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ด้านการจัดการไฟป่าและต้องมีมาตรการควบคุมเป็นอย่างดีเท่านั้น

6. แนวกันไฟธรรมชาติ คือแนวกันไฟที่เกิดจากลักษณะทางภูมิประเทศหรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่ติดไฟ เช่น ลำห้วย หน้าผา ทางถนนที่ไร้เชื้อเพลิง หรือทุ่งโล่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นแนวป้องกันไฟป่าได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง

โครงการแนวกันไฟจากอัครา ความมุ่งมั่นเพื่อผืนป่า 

อัคราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านการป้องกันไฟป่า ซึ่งอัคราได้ร่วมสนับสนุนโครงการสร้างแนวกันไฟในพื้นที่ป่าชุมชนรอบเหมือง ในจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างตัวอย่างของการบูรณาการระหว่างภาคเอกชนกับชุมชนในการดูแลทรัพยากรป่าไม้ร่วมกัน ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2568 อัคราได้ร่วมกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นดำเนินโครงการแนวกันไฟในพื้นที่ป่าชุมชนรวม 10 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 4,881 ไร่ ซึ่งสามารถปกป้องต้นไม้ได้มากถึง 976,200 ต้น นอกจากนี้ ยังร่วมเก็บเศษใบไม้ได้กว่า 3,500 กิโลกรัม ซึ่งได้นำไปใช้ผลิตเป็นปุ๋ยหมักสำหรับการปลูกต้นไม้ในฤดูฝนต่อไป อัครายังสนับสนุนอุปกรณ์ดับไฟป่าให้แก่ป่าชุมชน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ มูลค่ารวมกว่า 188,000 บาท เพื่อเสริมศักยภาพในการเฝ้าระวังและรับมือไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องเล่าจากพื้นที่ พลังแห่งความร่วมมือปกป้องผืนป่า

อัคราดำเนินโครงการสร้างแนวกันไฟในป่าชุมชนโดยอาศัยความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่อัครา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และชาวบ้านในพื้นที่ที่พร้อมใจกันเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งอาสาสมัครทุกคนต่างมีภารกิจร่วมกัน คือ การสร้างแนวกันไฟสองด้าน และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ บรรดาอาสาสมัครได้เล่าถึงประสบการณ์และความประทับใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โดยเฉพาะความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และร่วมสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาผืนป่าให้อยู่คู่กับชุมชนต่อไป 

“แนวทางกันไฟนี้จะมีประโยชน์ในพื้นที่ป่าชุมชน เพื่อป้องกันไฟที่จะเข้ามาในพื้นที่ป่ารอบนอก โดยเราจะมีเฉวียนสำหรับจัดเก็บเศษใบไม้ต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากลดปริมาณเชื้อเพลิงที่อาจก่อให้เกิดไฟป่าแล้ว ส่วนนี้ยังสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยสำหรับการปลูกต้นไม้ในฤดูฝนได้อีกด้วย”

– นพรัตน์ ทองมาก (เจ้าหน้าที่ป่าไม้)

“รู้สึกประทับใจ ที่พอได้ทำไปแล้วก็มองเห็นป่าที่เราเคยปลูกไว้เมื่อปีที่แล้วเจริญงอกงาม แล้วมาวันนี้เราก็นำผลลัพธ์ที่ได้มาทำเป็นแนวกันไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผาไหม้ ลุกลามจากไฟป่า”

– วิชาญ คุ้มคูณ (พนักงานฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และการพัฒนา)

“การเข้าร่วมโครงการสร้างแนวกันไฟ ถือเป็นการสนับสนุนการไม่เผา เพราะปัจจุบันนี้ ทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญของการรณรงค์ไม่เผาป่า ในฐานะที่เป็นประธานชุมชน ผมก็ดูแลป่าเขานี้มาตลอด จากที่เมื่อก่อนก็มักมีคนมาลักตัดไม้อยู่เป็นประจำ ตอนนี้มีปัญหาไฟป่าเข้ามาอีก หากเราไม่ร่วมมือร่วมใจกันปกป้อง ตอนหน้าคงไม่เหลือผืนป่าให้ลูกหลานได้เห็น”

– ชำนาญ อินตะมะ (ประธานป่าชุมชน)

‘แนวกันไฟ’ จะเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการรับมือไฟป่า

แม้ว่า ‘แนวกันไฟ’ จะเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการรับมือไฟป่า แต่การป้องกันไฟป่าที่แท้จริงเริ่มต้นจากจิตสำนึกของพวกเราทุกคน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ไฟป่าหลายครั้งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ของมนุษย์ การสร้างความเข้าใจว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการป้องกันไฟป่าได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร นักท่องเที่ยว หรือแม้แต่ผู้ที่สัญจรผ่านพื้นที่ป่า ทุกคนล้วนมีบทบาทร่วมกันในการช่วยลดการเผา และหากพบเห็นกลุ่มควันหรือไฟลุกไหม้ในพื้นที่ป่า สามารถแจ้งเหตุได้ทันทีผ่านสายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 

ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ อัคราจึงมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาทรัพยากรป่าไม้ เพราะเราเชื่อว่า “ทุกผืนป่ามีคุณค่า” และการป้องกันไฟป่าไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่คือภารกิจร่วมของทุกคนที่ต้องช่วยกันโอบอุ้มและรักษาทรัพยากรป่าไม้ของไทยไว้ให้คงอยู่สืบไป 

ไขความลับ “แมงกานีส” แร่ธาตุสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

หากพูดถึงแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรม หลายคนอาจนึกถึงทองคำ เหล็ก หรือทองแดงเป็นลำดับแรก ทว่าในความเป็นจริง ยังมีแร่ธาตุอีกมากมายที่แม้ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ “แมงกานีส” แร่ธาตุที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติในชั้นหินของเปลือกโลก ซึ่งแม้จะไม่โดดเด่นเท่าทองคำหรือแร่โลหะประเภทอื่น ๆ แต่แมงกานีสกลับมีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวันของเราอย่างยิ่ง การทำความเข้าใจในคุณสมบัติและคุณค่าของแร่แมงกานีสอย่างเหมาะสม จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้การจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างยั่งยืน 

รู้จัก “แมงกานีส” แร่โลหะแห่งโลกอุตสาหกรรม

แมงกานีส (Manganese) คือธาตุโลหะที่มีสัญลักษณ์ Mn และเลขอะตอม 25 มีคุณสมบัติเป็นโลหะแข็ง เปราะ มีสีเทาอมเงิน สามารถพบได้ทั่วไปในรูปสารประกอบอนินทรีย์ตามชั้นหินใต้เปลือกโลก เช่น ไพโรลูไซต์ (MnO₂) โรโดโครไซต์ (MnCO₃) หรือไซโลมิเลน (Psilomelane) ในธรรมชาติ  นอกจากนี้ แมงกานีสยังมักปรากฏร่วมกับแร่โลหะอื่น ๆ เช่น เหล็ก เงิน หรือทองคำ เนื่องจากกระบวนการตกผลึกทางธรณีวิทยาอาจทำให้แร่ธาตุเหล่านี้สะสมและจัดเรียงตัวอยู่ในชั้นหินเดียวกัน

แมงกานีสจึงไม่ใช่เพียงหางแร่จากการขุดทองคำ แต่ถือเป็นองค์ประกอบร่วมทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม ซึ่งแม้จะไม่สามารถนำมาใช้ในรูปแบบบริสุทธิ์ได้โดยตรง แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่สามารถทำปฏิกิริยาเคมีกับธาตุอื่นได้อย่างดี ทำให้แมงกานีสกลายเป็นแร่ที่มีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีของโลกยุคใหม่

“แมงกานีส” มีประโยชน์ในอุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่างไร ?

แมงกานีสเป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ในหลากหลายมิติ รวมถึงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ดังนี้

“แมงกานีส” มีประโยชน์อย่างไร
  1. อุตสาหกรรมเหล็กกล้าและโลหะผสม

แมงกานีสคือในหนึ่งแร่ธาตุที่มีประโยชน์และมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเหล็กกล้าและโลหะผสมอย่างยิ่ง โดยมากกว่า 90% ของแมงกานีสที่ผลิตได้ทั่วโลกถูกนำมาใช้ในการผลิตเหล็ก เนื่องจากแมงกานีสช่วยเสริมคุณสมบัติของเหล็กให้มีความแข็งแรง ทนทานต่อความร้อนและแรงกระแทก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการขจัดสารปนเปื้อน เช่น กำมะถันและออกซิเจนที่อยู่ในเหล็กระหว่างกระบวนการหลอม ซึ่งช่วยให้เหล็กที่ได้มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการใช้งานในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น อาคารสูง สะพาน และรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

  1. อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

แมงกานีสถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมแมงกานีสออกไซด์ (LMO) ซึ่งนิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพา ด้วยคุณสมบัติด้านความเสถียรทางไฟฟ้า มีความปลอดภัยสูง และสามารถรีไซเคิลได้ง่าย นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ใช้แมงกานีสเป็นส่วนหนึ่งในระบบกักเก็บพลังงานสำหรับบ้านเรือนและแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์อย่างต่อเนื่อง

  1. อุตสาหกรรมเคมีและวัสดุพิเศษ

แมงกานีสไม่เพียงแต่เป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมหนักหรือเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในวงการเคมีอีกด้วย โดยเฉพาะในฐานะตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ที่ช่วยให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ ยังเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพในอุตสากรรมเคมีอาหาร เนื่องจากมีคุณสมบัติทางเคมีที่ปลอดภัยและยืดหยุ่น โดยเฉพาะในรูปของแมงกานีสกลูโคเนตซึ่งมีความปลอดภัยสูงและสามารถดูดซึมได้ดีในร่างกายมนุษย์ 

ความน่าสนใจของแมงกานีสไม่ได้มีเพียงในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อร่างกายของเราและสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ทั้งพืชและสัตว์ โดยในมนุษย์ แมงกานีสเป็นแร่ธาตุอาหารสำคัญที่ช่วยในการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เช่น การเผาผลาญพลังงาน การสร้างกระดูกและการต้านอนุมูลอิสระ ในสัตว์ เช่น ไก่ แมงกานีสช่วยกระตุ้นเอนไซม์ ป้องกันโรคขาโก่ง และความผิดปกติด้านพัฒนาการ รวมถึงในวัวก็มีส่วนช่วยด้านระบบสืบพันธุ์ การเผาผลาญไขมันและเสริมภูมิคุ้มกัน มากกว่านั้นยังเป็นธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงของพืช ทั้งการสร้างคลอโรฟิลล์และการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งล้วนช่วยให้พืชเติบโตได้แข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย

ด้วยคุณสมบัติและประโยชน์ที่ให้คุณทั้งในแง่มุมของอุตสาหกรรมและสิ่งมีชีวิต แมงกานีสจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนาในหลากหลายอุตสาหกรรม กระทั่งกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราโดยไม่รู้ตัว

บทบาทร่วมระหว่าง “แมงกานีส” และ “ทองคำ” ในกระบวนการธรณีวิทยา

ด้วยกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่ดำเนินไปอย่างช้า ๆ และต่อเนื่องตลอดหลายล้านปี ทำให้เกิดการสะสมและก่อตัวของแร่ธาตุต่าง ๆ ภายในเปลือกโลก จึงมีความเป็นไปได้ที่แร่ธาตุหลากหลายชนิดอาจเกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณเดียวกัน โดยเฉพาะแมงกานีส ซึ่งเป็นแร่ที่มักแทรกตัวอยู่ร่วมกับแร่ธาตุอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถพบแร่แมงกานีสและทองคำเกิดร่วมกันในบางพื้นที่ได้ตามธรรมชาติ ซึ่งแมงกานีสสามารถทำหน้าที่เป็น ธาตุบ่งชี้ (Pathfinder Element) ของแร่ทองคำได้ ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวนี้เอง เราจึงสามารถใช้แมงกานีสเป็นธาตุสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบแหล่งแร่ทองคำแห่งใหม่ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความหลากหลายของกระบวนการทางธรณีวิทยาในการกำเนิดทรัพยากรแร่ของโลก

บทบาทร่วมของแมงกานีสและทองคำสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความน่าทึ่งของธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าแร่ธาตุแต่ละชนิดล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง การทำความเข้าใจองค์ประกอบและคุณสมบัติของแร่เหล่านี้อย่างลึกซึ้งจึงเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในฐานะองค์กรที่ดำเนินงานท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติ อัคราให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ด้านการจัดการแร่ธาตุอย่างรอบด้าน เพื่อร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่เติบโตควบคู่กับความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

เบื้องหลังความล้ำค่า กว่าจะเป็นทองคำต้องผ่านวิธีการสกัดทองคำอย่างไรบ้าง ?

ทองคำที่เราเห็นสีเหลืองทองอร่าม อีกทั้งยังถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้มาจากธรรมชาติเป็นก้อนบริสุทธิ์ แต่ต้องผ่านกระบวนการ ‘สกัดทอง’ ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องใช้ทั้งความรู้และความสามารถเฉพาะทาง ถ้าอยากรู้ว่ากว่าจะเป็นทองคำที่สวยงามล้ำค่านั้นมีที่มาอย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับวิธีการสกัดทองคำกันว่ามีกี่วิธี และพาไปดูขั้นตอนการสกัดทองคำของเหมืองทองอัคราที่ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ได้มาตรฐานระดับสากล

จุดเริ่มต้นการสกัดทองคำ เปลี่ยนหินให้เป็นทองล้ำค่า ต้องผ่านวิธีการอย่างไรบ้าง ? 

กว่าจะได้ทองคำมาสักหนึ่งบาท หรือสักสลึงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทองคำในธรรมชาติมักปะปนอยู่กับแร่ธาตุอื่น ๆ ในปริมาณน้อยนิด อีกทั้งต้องอาศัยกระบวนการ “สกัด” ที่ต้องใช้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญเพื่อแยกทองคำออกมา ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ 

1. การสกัดทองคำออกจากสินแร่ 

ขั้นตอนนี้เป็นหัวใจสำคัญของการสกัดทองคำ เพราะเป็นการแยกแร่ทองคำออกจากสินแร่ ในอดีตเคยมีการใช้ปรอทในการสกัดทองคำ แต่ปัจจุบันได้เลิกใช้วิธีนี้แล้วเพราะปรอทเป็นโลหะหนัก ซึ่งเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่สามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารและก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ โดยปัจจุบันวิธีสกัดทองคำที่นิยมและเป็นมาตรฐานสากลคือ Cyanidation หรือการสกัดทองด้วยสารละลายไซยาไนด์ ซึ่งเป็นวิธีที่เหมืองอัคราเลือกใช้เช่นกัน

หลายคนอาจเกิดความกังวลเมื่อได้ยินคำว่า ‘ไซยาไนด์‘ แต่ที่จริงแล้วไซยาไนด์ที่ใช้ในการสกัดทองคำเป็นสารละลายเจือจางและใช้ในระบบปิด มีการควบคุมปริมาณและการใช้งานอย่างเข้มงวด ที่สำคัญไซยาไนด์สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติเมื่อสัมผัสกับแสงแดดและอากาศกลายเป็นสารที่ไม่เป็นพิษ รวมถึงที่อัคราเราให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตเป็นระบบปิด และได้นำถัง ISOTainer ซึ่งเป็นระบบผสมไซยาไนด์อัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้และลดความเสี่ยงในการสัมผัสสารเคมีของพนักงาน นอกจากนี้เรายังมีบ่อกักเก็บหางแร่และการจัดการน้ำ (Water Recycling) ที่นำน้ำในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมด 100% จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีรั่วไหลออกสู่ภายนอก

2. การทำให้ทองคำบริสุทธิ์ 

หลังจากได้สารละลายทองคำแล้ว ก็จะมีขั้นตอนที่ต้องทำต่อเพื่อให้ได้ทองคำบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น 

  1. Chlorination เป็นการใช้ก๊าซคลอรีนเป่าเข้าไปในทองคำหลอมเหลวเพื่อแยกโลหะอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการออกไป ซึ่งจะทำให้ได้ทองคำที่มีความบริสุทธิ์ประมาณ 99.5%
  2. Electrolysis เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ควบคุมเพื่อกระตุ้นให้ทำปฎิกิริยาในการแยกทองคำออกจากโลหะอื่น ๆ ซึ่งจะได้ทองคำที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 99.99%
  3. Aqua Regia วิธีนี้เป็นวิธีที่ช่างทำทองคำทั่วไปเลือกใช้ โดยมีการใช้กรดไนตริกเเละกรดไฮโดรคลอริกกัดสารละลายทองคำ แล้วใช้สารเคมี เช่น วิธีใช้สาร SMB ทำให้ตกตะกอนทองคำออกมาอีกที แล้วนำไปหลอมด้วยความร้อนให้กลายเป็นทองคำ ซึ่งจะให้ค่าความบริสุทธิ์ประมาณ 99.9x%

ตะลุยเข้าเหมือง เปิดขั้นตอนวิธีการสกัดทอง… 

ที่กว่าจะเป็นทองคำไทย เพื่อคนไทยจากอัครา 

ที่เหมืองอัคราเราได้นำความรู้และเทคโนโลยีมาปรับใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการสกัดทองคำของเรามีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

ตะลุยเข้าเหมือง เปิดขั้นตอนวิธีการสกัดทองที่กว่าจะเป็นทองคำไทย เพื่อคนไทยจากอัครา

1. เตรียมสินแร่

  • หลังสำรวจ วางแผนขุดเจาะและได้สินแร่แล้ว จากนั้นจะเอาสินแร่มาบดหยาบผ่านเครื่องบดหยาบเพื่อให้ได้ขนาดตามที่ต้องการก่อน 
  • เมื่อสินแร่มีขนาดเล็กลงแล้ว จะถูกนำไปบดละเอียดพร้อมกับน้ำให้มีลักษณะคล้ายน้ำโคลน กลายเป็นสินแร่เปียก 

2. สกัดทองคำ

  • เมื่อเข้าสู่กระบวนการสกัดทองคำ สินแร่เปียกจะถูกนำไปผสมกับสารละลายโซเดียมไซยาไนด์เพื่อชะละลายทองคำออกจากสินแร่ ซึ่งในขั้นตอนนี้เราได้ใช้เทคโนโลยี ISOTainer ซึ่งควบคุมการขนย้าย ผสมและวัดปริมาณไซยาไนด์แบบอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์อย่างแม่นยำ เพื่อลดปริมาณไซยาไนด์ตกค้างให้น้อยที่สุด จากนั้นจะใช้ถ่านกัมมันต์ที่มีโครงสร้างรูพรุนสูงเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถดูดซับทองและเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • หลังจากนั้นจะนำถ่านกัมมันต์ที่มีทองและเงินไปชะละลาย เพื่อแยกเอาทองและเงินออกจากเม็ดถ่านกัมมันต์ให้อยู่ในรูปแบบของสารละลาย หรือที่เรียกว่าน้ำทอง  

3. ทำให้ทองคำบริสุทธิ์

ขั้นตอนการทำให้ทองคำบริสุทธิ์โดยใช้วิธีตกตะกอน ที่อัคราเราเลือกวิธีการแยกด้วยไฟฟ้า
  • เมื่อได้น้ำทองแล้วก็จะถึงขั้นตอนการทำให้ทองคำบริสุทธิ์โดยใช้วิธีตกตะกอน ที่อัคราเราเลือกวิธีการแยกด้วยไฟฟ้า (Electrowinning) โดยใช้เซลล์ไฟฟ้าดึงโลหะทองคำและเงินออกจากน้ำทอง 
  • แล้วล้างโลหะออกจากขั้วไฟฟ้า ซึ่งจะได้เป็นผงทองคำและเงิน จากนั้นนำผงโลหะทองคำและเงินไปอบให้แห้ง (Gold Cake) 
กระบวนการโลหกรรมขั้นสุดท้ายจากเหมืองทองอัครา

4. หลอมให้เป็นแท่งโดเร่

  • นำผงทองคำผสมเงินที่แห้งแล้วมาหลอมในเตาเผาที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้โลหะทองคำผสมเงิน (Doré Bar) 
ขั้นตอนการสกัดทองคำที่หลอมให้เป็นแท่งโดเร่

ซึ่งในขั้นตอนการสกัดทองคำที่หลอมให้เป็นแท่งโดเร่ จะเป็นกระบวนการโลหกรรมขั้นสุดท้ายจากเหมืองทองอัครา ก่อนจะถูกส่งต่อให้กับบริษัท รีฟายนิ่งโลหะมีค่า จำกัด หรือ ‘พีเอ็มอาร์ (PMR)’ เพื่อทำการแปรรูปและสกัดทองแท่งโดเร่ของอัคราให้ได้ทองคำที่มีค่าความบริสุทธิ์ 99.99% ตามมาตรฐานสากล และส่งไม้ต่อให้บริษัท ออสสิริส จำกัด ซึ่งมีรากฐานจากการเป็นช่างทองไทยมาก่อน นำไปขึ้นรูปให้เป็นทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณคุณภาพต่อไป 

เรียกได้ว่าการสกัดทองคำของอัคราเรานั้น เป็นการเชื่อมสายการผลิตทองคำของไทยตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ผลักดันให้สินค้าที่ผลิตด้วยทองคำและเงินของไทยผ่านเกณฑ์ FTA เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากประเทศคู่ค้าและสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศ ลดการนำเข้าและลดการขาดดุลการค้า รวมถึงการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต และการค้าทองคำครบวงจรที่ได้มาตรฐานสากลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยวิสัยทัศน์ “ทองไทย เพื่อคนไทย สู่สายตาโลก” 

จากก้อนหินสู่สินแร่ จากสินแร่สู่ทองคำบริสุทธิ์ คือเรื่องราวของการสกัดทองคำที่ต้องผสานความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางร่วมกับเทคโนโลยีและความรับผิดชอบต่อสังคม ที่เหมืองทองอัคราเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืนให้กับทั้งธุรกิจ ชุมชน และโลกใบนี้ พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยนวัตกรรมเหมืองทองยุคใหม่มาตรฐานโลกที่มุ่งมั่นสู่การทำเหมืองทองอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทุกคน 

เปิดตำรา ‘ทรัพยากรธรรมชาติ’ ขุมทรัพย์ ชีวิต และความยั่งยืนมีอะไรบ้าง

ในทุก ๆ วัน เราต่างพึ่งพา ‘ทรัพยากรธรรมชาติ’ รอบตัว ตั้งแต่อากาศที่เราหายใจ น้ำที่ดื่ม อาหารที่เรากิน เสื้อผ้าที่สวมใส่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มาจากแร่ธาตุและโลหะ ไปจนถึงพลังงานที่ขับเคลื่อนชีวิตและเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้มาจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์และมรดกที่ธรรมชาติมอบไว้ให้ แล้วคุณเคยสงสัยกันไหม… ว่าจริง ๆ แล้วทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มาจากไหน ? มีอะไรบ้างและมีมากน้อยแค่ไหน ? เมื่อการใช้ชีวิต = ใช้ทรัพยากร อนาคตเราเราจะมีใช้ไปอีกนานแค่ไหน ? ไปเปิดโลกของทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้กัน

ทรัพยากรธรรมชาติ คืออะไร สำคัญกับเราแค่ไหน ? 

ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) คือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่พวกเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อตอบสนองความต้องการในการดำรงชีวิตในทุกมิติ ไม่ว่าจะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ เป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก เป็นปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการดำรงอยู่ของประชากรโลก รวมถึงการเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจได้อีกด้วย เรียกได้ว่าทรัพยากรธรรมชาติสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกชีวิตบนโลกใบนี้

ทรัพยากรธรรมชาติ มีอะไรบ้าง ?

ทรัพยากรธรรมชาติสามารถแบ่งได้หลากหลายแบบ แต่โดยส่วนใหญ่จะแบ่งตาม 2 แนวทางหลัก ดังนี้ 

1. ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งตามขีดจำกัดในการใช้งาน 

ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งตามขีดจำกัดในการใช้งาน 
  • ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้น (Renewable Resources) ทรัพยากรเหล่านี้มีอยู่ตลอด หรือสามารถหมุนเวียนทดแทนได้ตามธรรมชาติในระยะเวลาอันรวดเร็ว เช่น แสงอาทิตย์ ลมและอากาศ แต่อาจเสื่อมสภาพจนไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เหมือนแต่ก่อน หากไม่ดูแลรักษา ใช้อย่างไม่ระมัดระวัง หรือสร้างมลพิษที่ส่งผลต่อทรัพยากรเหล่านี้ 
  • ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วสามารถบำรุงรักษาให้คงสภาพอยู่ได้ (Maintainable Resources) ทรัพยากรเหล่านี้สามารถ “ฟื้นฟู” ตัวเองได้ แต่ต้องใช้เวลาและอาจต้องมีการจัดการที่เหมาะสม เช่น ดิน น้ำ ป่าไม้และสัตว์ป่า หากใช้มากเกินไปหรือไม่ระวังอาจเสื่อมโทรมหรือหมดไปได้เช่นกัน
  • ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป (Non-renewable Resources) ทรัพยากรเหล่านี้มีอยู่อย่างจำกัด ใช้แล้วหมดไปและไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ หรือถ้าทำได้ก็กินเวลายาวนานหลายล้านปี เช่น แร่ธาตุ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน เราจึงต้องใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด รวมถึงพัฒนาหาทรัพยากรทางเลือกอื่นมาทดแทน 

2. ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งตามลักษณะ

ทรัพยากรธรรมชาติมีกี่ลักษณะ
  • ทรัพยากรดิน ดินเป็นพื้นฐานสำคัญของการเกษตร เพราะเป็นแหล่งธาตุอาหาร น้ำและที่ยึดเกาะของรากพืช นอกจากนี้ ดินยังมีความสำคัญต่อการก่อสร้าง เป็นที่ตั้งของอาคารบ้านเรือนและองค์ประกอบของระบบนิเวศโดยรวม
  • ทรัพยากรน้ำ ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำคือปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อทุกชีวิตบนโลก ถ้าขาดน้ำการดำรงชีวิตทั้งของมนุษย์ สัตว์และพืชย่อมเป็นไปได้อย่างยากลำบาก เพราะทุกกิจกรรมต้องใช้น้ำทั้งสิ้น ตั้งแต่การอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้าไปจนถึงการคมนาคม
  • ทรัพยากรป่าไม้และทิวทัศน์ ป่าไม้และทิวทัศน์มีบทบาทหลากหลายและสำคัญยิ่งต่อโลก นอกจากเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหารและยารักษาโรคแล้ว ความงดงามตามธรรมชาติยังเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวอีกด้วย นี่จึงเป็นทรัพยากรที่ทุกคนต้องช่วยกันรักษา
  • ทรัพยากรสัตว์ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพคือหัวใจของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ สัตว์ป่าคือองค์ประกอบหลักในการรักษาสมดุล มีความสำคัญในห่วงโซ่อาหาร ช่วยควบคุมประชากร มากกว่านั้นยังเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาและท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การอนุรักษ์สัตว์ป่าจึงเท่ากับการรักษาสมดุลของโลก
  • ทรัพยากรแร่ธาตุและโลหะ อุตสาหกรรม การก่อสร้าง และเทคโนโลยียุคปัจจุบัน ล้วนต้องพึ่งพาแร่ธาตุและโลหะเป็นวัตถุดิบสำคัญ ตั้งแต่เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทรัพยากรกลุ่มนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อความมั่งคั่งและความมั่นคงของประเทศ
  • ทรัพยากรพลังงาน พลังงานคือปัจจัยขับเคลื่อนแทบทุกกิจกรรมของมนุษย์ ตั้งแต่การดำรงชีวิต การคมนาคมไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเราใช้ทรัพยากรพลังงานจากแหล่งต่าง ๆ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน แสงอาทิตย์ ลม หรือพลังงานหมุนเวียน และพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
  • ทรัพยากรมนุษย์ มนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดเพราะมีความสามารถในการคิดค้น สร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรอื่น ๆ ได้  

สร้างจุดสมดุลให้ทรัพยากรธรรมชาติระหว่าง ‘การใช้’ กับ ‘การรักษา’

คุณเคยสงสัยไหมว่าในเมื่อทุก ๆ วัน เรา ‘ใช้ชีวิต = ใช้ทรัพยากร’ จุดสมดุลระหว่าง ‘การใช้’ กับ ‘การรักษา’ นั้นจะต้องทำอย่างไรในเมื่อทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างก็พร้อมที่จะหมดสิ้นได้เสมอ คำตอบคือการร่วมมือกัน ‘อนุรักษ์’ ทรัพยากรธรรมชาติ และ ‘พัฒนา’ อย่างยั่งยืน ด้วยแนวทางต่อไปนี้

  • ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและคุ้มค่า ลดการใช้ นำมาใช้ซ้ำ หรือรีไซเคิล
  • ลดการปล่อยมลพิษ ลดการใช้พลาสติก ลดการเผาไหม้ ใช้พลังงานสะอาด
  • ฟื้นฟูทรัพยากรที่เสื่อมโทรม ปลูกป่า บำบัดน้ำเสีย ปรับปรุงดินให้เหมาะสม 
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานหมุนเวียน เกษตรยั่งยืน
  • สร้างจิตสำนึก ให้ความรู้ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ร่วมกัน
อัคราร่วมใจร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

อัคราร่วมใจ ขอเป็นส่วนหนึ่งร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

เหมืองแร่นับเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกและมีส่วนผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ควบคู่กัน เราจึงตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างรู้คุณค่า และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่อาจได้รับผลกระทบ ด้วยการปรับปรุงทรัพยากรบางอย่างเพื่อให้ตอบโจทย์การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการสีเขียวเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น โครงการฟื้นฟูป่าและปลูกต้นไม้กับคนเหมืองเพื่อเพิ่มทรัพยากรป่าไม้ การบำบัดน้ำใช้แล้วโดยนำน้ำจากกระบวนการผลิตหมุนเวียนกลับมาใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อช่วยลดปัญหาขาดแคลนทรัพยากรน้ำภายในท้องถิ่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงและประหยัดการใช้ไฟฟ้า โครงการคลินิกเกษตรที่ช่วยแก้ปัญหาดินในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นกรด ให้สามารถปลูกพืชและข้าวได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ‘มรดก’ ที่เราได้รับมาจากธรรมชาติและต้องส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ร่วมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูระบบนิเวศและการปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกตั้งแต่ระดับบุคคลจนถึงระดับองค์กร ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่

เพราะอนาคตของโลกและของเราทุกคนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการลงมือทำในวันนี้ เพื่อให้โลกใบนี้ยังคงเป็นบ้านที่อุดมสมบูรณ์ น่าอยู่ และยั่งยืนสำหรับทุกคน

รู้จัก “สารหนู” คืออะไร ? เจาะลึกคุณสมบัติและบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิต

เมื่อพูดถึง “สารหนู” หลายคนอาจนึกถึงภาพของสารพิษอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง แต่รู้หรือไม่ สารหนูเป็นหนึ่งในธาตุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยสามารถพบได้ทั่วไปทั้งในชั้นหิน แหล่งน้ำใต้ดิน และมักปรากฏร่วมกับแร่โลหะต่าง ๆ เช่น ทองคำ เหล็ก และทองแดง ซึ่งแม้ว่าสารหนูจะมีคุณสมบัติทางเคมีที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง สารหนูกลับมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมหลากหลายแขนง ตั้งแต่อุตสาหกรรมเคมี ไปจนถึงการผลิตวัสดุเฉพาะทางที่ช่วยขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโลกยุคใหม่
วันนี้เราจึงจะพาทุกท่านไปรู้จักสารหนูในทุกแง่มุม ตั้งแต่คุณสมบัติ การใช้ประโยชน์ของสารหนู ตลอดจนแนวทางการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ไขความลับ สารหนู (Arsenic) คืออะไร มาจากไหน ?

สารหนู (Arsenic) คือธาตุกึ่งโลหะที่มีสัญลักษณ์ As และเลขอะตอม 33 พบกระจายอยู่ในเปลือกโลกตามธรรมชาติ ทั้งในหิน ดิน และแร่ธาตุต่าง ๆ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาสูง เช่น พื้นที่ภูเขาไฟ หรือแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ในแง่คุณสมบัติทางเคมี สารหนูมีความสามารถในการจับตัวกับธาตุต่าง ๆ ได้ดี โดยมักพบในรูปของสารประกอบ เช่น อาร์เซโนไพไรต์ (Arsenopyrite) ซึ่งเป็นแร่ซัลไฟด์ที่เกิดร่วมกับแร่โลหะอย่างทองคำ ทองแดง และตะกั่ว จึงทำให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบัน สามารถนำสารหนูมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างปลอดภัยและสร้างคุณค่าในหลากหลายด้าน

สารหนู และประโยชน์ในอุตสาหกรรม

เจาะลึกบทบาทสำคัญของสารหนู และประโยชน์ในอุตสาหกรรม 

ในโลกของอุตสาหกรรม สารหนูมีคุณค่าและความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหลากหลายแขนง ดังนี้

1. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์

สารหนูเป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในรูปของสารประกอบ GaAs หรือ อาร์เซไนด์แกลเลียม (Gallium Arsenide) ซึ่งถูกใช้เป็นวัสดุกึ่งตัวนำในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเซมิคอนดักเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ชิปความเร็วสูง ไฟ LED โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ดาวเทียม เป็นต้น

2. อุตสาหกรรมเคมีและการเกษตร

สารหนูยังถูกใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เพื่อกำจัดแมลงในภาคเกษตรกรรมมากมาย อาทิเช่น ยาฆ่าแมลง สารกันปลวก และสารเคลือบไม้ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อราและกำจัดแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อความรู้ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมพัฒนาขึ้น การใช้สารหนูในลักษณะเหล่านี้จึงถูกจำกัดและควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อมนุษย์และธรรมชาติ 

3. อุตสาหกรรมยาและการแพทย์

ประโยชน์ของสารหนูไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เคมีและการเกษตรเท่านั้น แต่สารหนูยังมีบทบาทในวงการแพทย์อย่างน่าทึ่ง โดยการนำ As₂O₃ หรือ สารหนูไตรออกไซด์ (Arsenic Trioxide) มาใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด โดย As₂O₃ เป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ การนำมาใช้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและการดูแลของแพทย์อย่างรัดกุมเท่านั้น

สารหนูกับแร่ทองคำ ความสัมพันธ์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

เหมืองทองคำในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยในบางแหล่ง อาจพบแร่อาร์เซโนไพไรต์ ซึ่งเป็นแร่ธรรมชาติที่มีสารหนูเป็นองค์ประกอบหลัก ร่วมอยู่ในหินและสินแร่อื่น ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาตั้งแต่ยุคเก่าก่อน กระบวนการทำเหมืองทองคำจึงไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดสารหนูโดยตรง แต่สารหนูสามารถสะสมอยู่ในแร่ที่มีความสัมพันธ์กับทองคำ สิ่งสำคัญคือการจัดการและการควบคุมสารหนูในระหว่างการทำเหมืองและการผลิตทองคำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำเหมืองในยุคใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงการขุดแร่เพื่อนำทรัพยากรมาใช้ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติและสังคมอย่างรอบด้าน ซึ่งอัคราให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการแหล่งแร่อย่างรัดกุม แม้ว่าสายแร่ของเหมืองทองคำชาตรี จะเป็นแหล่งแร่ทองคำที่ไม่สัมพันธ์กับอาร์เซโนไพไรต์ หรือแร่โลหะเป็นพิษอื่น ๆ ก็ตาม โดยดำเนินงานด้วยแนวทางที่รับผิดชอบ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมกับการรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีค่าถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
แม้สารหนูมักจะถูกจดจำในฐานะธาตุที่มีความเสี่ยงและต้องใช้อย่างระมัดระวัง แต่หากพิจารณาอย่างรอบด้านจะพบว่าสารหนูเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว และมีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีอย่างมาก การนำมาใช้อย่างมีวิจารณญาณ ภายใต้การควบคุมที่เคร่งครัดและความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่เพียงส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรม แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเป็นแนวทางสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่และชุมชนให้เติบโตควบคู่กันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เบื้องหลังการสกัดทองคำกับนวัตกรรมระดับโลก สู่เส้นทางทองคำบริสุทธิ์

ทองคำ’ แร่ล้ำค่าที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมานานนับพันปี ปัจจุบันถือเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ทั่วทุกมุมโลก แต่ทว่ากว่าจะได้มาซึ่งสินทรัพย์อันล้ำค่านี้ต้องผ่านกระบวนการสกัดอันซับซ้อน และต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก ‘เบื้องหลังการสกัดทองคำกับนวัตกรรมเหมืองแร่มาตรฐานสากล’ ณ เหมืองแร่ทองคำชาตรี ของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือที่คุ้นหูกันในนามเหมืองทองอัครา ที่ใช้นวัตกรรมทันสมัย เพื่อให้ได้มาซึ่งทองคำบริสุทธิ์อย่างยั่งยืน

จากสินแร่สู่ทองคำบริสุทธิ์ เส้นทางที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีขั้นสูง

หลายคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ “ไซยาไนด์” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการสกัดทองคำ และอาจมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เหมืองแร่ทองคำชาตรี เราเข้าใจและตระหนักถึงความกังวลเหล่านี้ จึงให้ความสำคัญกับการควบคุมและจัดการสารเคมีอย่างปลอดภัย โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย ภายใต้การดูแลของนักธรณีวิทยา วิศกรเหมืองแร่และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

เปิดโลกนวัตกรรมและเทคโนโลยี หัวใจแห่งการขับเคลื่อนเหมืองแร่ทองคำชาตรี

เบื้องหลังการสกัดทองคำ สู่เส้นทางทองคำบริสุทธิ์

ที่เหมืองทองอัครา หัวใจสำคัญของการทำเหมืองแร่ทองคำอย่างยั่งยืน คือ “นวัตกรรมและเทคโนโลยี” เรามุ่งมั่นพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการทำเหมืองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ จึงได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตของเรามีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมเหมืองแร่ที่เรานำมาใช้มีดังนี้

1. โดรน LiDAR เทคโนโลยี 3 มิติ เปลี่ยนโฉมการสำรวจเหมือง

ISOtainer เป็นระบบผสมไซยาไนด์อัตโนมัติ

ก่อนเริ่มขุดเจาะ เราต้องรู้จักพื้นที่ให้ดีที่สุด อัคราจึงใช้เทคโนโลยี LiDAR (Light Detection and Ranging) ที่ติดตั้งบนโดรนซึ่งเปรียบเสมือน ‘ตาวิเศษ’ ที่จะปล่อยคลื่นอินฟราเรดลงสู่พื้นดินเพื่อวัดระยะเวลาที่แสงสะท้อนกลับมา ในการคำนวณหาระยะทาง นำมาสร้างเป็นภาพ 3 มิติของพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง 

ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างแม่นยำแม้ในพื้นที่ป่ารกทึบ แสงน้อย หรือมีภูมิประเทศซับซ้อน ช่วยให้นักธรณีวิทยาวางแผนการทำเหมืองได้อย่างละเอียด ระบุตำแหน่งและประเมินปริมาณแหล่งแร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เหมือง (เช่น การทรุดตัว / พังทลายของดิน) ลดการขุดเจาะที่ไม่จำเป็น ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. บ่อกักเก็บหางแร่ (TSF) ระบบปิด ป้องกันการรั่วไหล (Zero Leakage)

บ่อกักเก็บหางแร่ (TSF) ระบบปิด ป้องกันการรั่วไหล (Zero Leakage)

อัคราให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของบ่อกักเก็บกากแร่ (TSF) โดยออกแบบให้เป็นระบบปิด ป้องกันการรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม (Zero Leakage) โดยบ่อกักเก็บหางแร่ของเราได้รับการออกแบบ ควบคุมการก่อสร้าง และตรวจสอบโดย Knight Piésold บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมชั้นนำระดับโลก

การก่อสร้างเริ่มต้นตั้งแต่การปรับหน้าดิน กำจัดรากไม้และลอกหน้าดินออกจนถึงหน้าดินแข็ง จากนั้นบดอัดดินเหนียวและดินลูกรังที่มีความสามารถในการซึมผ่านต่ำให้ทั่วพื้นที่บ่อ แล้วจึงปูพื้นและผนังของบ่อด้วยแผ่น HDPE Geomembrane แผ่นพลาสติกชนิดพิเศษที่มีความหนาแน่นสูง เหนียว ทนทานต่อสารเคมีและป้องกันการรั่วซึมได้อย่างดีเยี่ยม และวางระบบระบายน้ำและถมดินทับ พร้อมทำคันดินจากดินเหนียวที่เสริมด้วยหิน ซึ่งทุกขั้นตอนออกแบบและควบคุมโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด

3. น้ำทุกหยด… หมุนเวียนไม่สิ้นสุด

การบำบัดน้ำ

น้ำในบ่อกักเก็บหางแร่ของอัคราไม่ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ แต่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 100% ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง

โดยหางแร่จากกระบวนการผลิตจะยังมีไซยาไนด์หลงเหลืออยู่และจะถูกส่งไปบำบัดในถังชะล้างไซยาไนด์ ซึ่งจะลดความเข้มข้นของไซยาไนด์ลงให้มีปริมาณน้อยกว่า 20 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ตามข้อกำหนด โดยเทียบเท่าใกล้เคียงกับปริมาณไซยาไนด์ในหน่อไม้ กาแฟ หรือเกลือ ก่อนจะถูกลำเลียงผ่านท่อไปยังบ่อกักเก็บหางแร่ ไซยาไนด์ที่หลงเหลืออยู่ในบ่อกักเก็บหางแร่จะแตกตัวและระเหยไปเมื่อสัมผัสกับแสงแดดและออกซิเจน สุดท้ายน้ำที่ผ่านการบำบัดจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต 

ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำดิบได้มากถึง 307,679 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน เรียกได้ว่าเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ได้อีกด้วย 

4. นวัตกรรมระเบิดแบบหน่วงเวลา ลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นวัตกรรมระเบิดแบบหน่วงเวลา

อัคราใช้เทคนิคการระเบิดแบบหน่วงเวลา มาใช้ในการทำเหมือง เพื่อช่วยลดแรงสั่นสะเทือน เสียง และฝุ่นละอองที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการทำเหมือง ให้อยู่ในระดับปลอดภัยตามมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ อัครายังได้ติดตั้งเครื่องวัดระดับเสียงรอบโครงการ 9 จุด โดยระดับเสียงเฉลี่ยอยู่ที่ 50 เดซิเบล ซึ่งเป็นไปตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนด และติดตั้งเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนไว้ในหมู่บ้านใกล้เคียง 7 แห่ง โดยผลการประเมินแรงสั่นสะเทือนอยู่ในเกณฑ์ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์กำหนด รวมถึงมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศและฝุ่นอย่างสม่ำเสมอ 

5. ISOtainer ระบบจัดการไซยาไนด์อัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย

ISOtainer ระบบจัดการไซยาไนด์อัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย

ในการสกัดทองคำ ไซยาไนด์เป็นสารเคมีที่มีบทบาทสำคัญ แต่ก็เป็นสารที่ต้องได้รับการจัดการอย่างระมัดระวังสูงสุด อัคราจึงนำระบบ ISOtainer มาใช้เพื่อควบคุมการผสมและใช้งานไซยาไนด์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบนี้ทำงานในรูปแบบ Closed-loop system หรือระบบปิด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลและป้องกันการสัมผัสสารเคมีโดยตรงของพนักงาน

ISOtainer เป็นระบบผสมไซยาไนด์อัตโนมัติควบคุมอัตราส่วนการผสมไซยาไนด์กับน้ำตามที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ ทำให้ได้สารละลายไซยาไนด์ที่มีความเข้มข้นสม่ำเสมอพร้อมใช้งาน จากนั้นสารละลายนี้จะถูกส่งไปยังกระบวนการสกัดทองคำโดยตรง อีกทั้งการใช้ ISOtainer ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขนย้าย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการสัมผัสสารเคมีโดยตรงของพนักงาน ลดโอกาสในการรั่วไหล หรือสัมผัสโดยไม่จำเป็น 

มากกว่าเทคโนโลยีคือความรับผิดชอบ นวัตกรรมเหมืองทองที่อัคราจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือความรับผิดชอบที่ฝังอยู่ในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน เรามุ่งมั่นที่จะเป็นเหมืองแร่ที่ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน 

และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของเบื้องหลังเส้นทางสู่ทองคำบริสุทธิ์ของเหมืองทองอัครา ที่พร้อมพิสูจน์ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการดูแลสิ่งแวดล้อม สามารถเดินเคียงคู่กันไปได้ด้วยนวัตกรรมเหมืองทองที่ทันสมัย ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมและความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

คาร์บอนเครดิต โครงการพลิกวิกฤต “โลกร้อน” สู่โลกที่สดใสอย่างยั่งยืน

เราทุกคนรู้กันดีว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งปัจจุบันทุกภาคส่วนต่างกำลังแสวงหาแนวทางจัดการปัญหานี้อย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือโครงการ “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นโครงการที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งจากภาคองค์กรและบุคคลทั่วไปทั่วโลก สำหรับใครที่สงสัยว่าคาร์บอนเครดิตคืออะไร มีโครงการอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง และใครบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากกลไกนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับเรื่องราวของคาร์บอนเครดิตกัน 

คาร์บอนเครดิตคืออะไร สำคัญอย่างไร ?

ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การหายไปของผืนป่าจากการตัดไม้ หรือควันจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรม คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีว่าเป็นตัวการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น ดังนั้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ในภาคส่วนต่าง ๆ หลายองค์กรจึงนำกลไกที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)” มาปรับใช้ ซึ่งเปรียบเสมือนตลาดที่เปิดโอกาสให้องค์กร หรือโครงการต่าง ๆ สามารถ ‘ซื้อ’ สิทธิ์ในการปล่อยก๊าซ หรือ ‘ขาย’ เครดิตที่ได้จากการลดหรือกักเก็บคาร์บอนของตนเองได้ โดยแนวคิดนี้มักดำเนินควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบ เช่น โครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization) และของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product) รวมถึงโครงการที่สร้างเครดิตได้โดยตรงอย่าง โครงการป่าชุมชนเพื่อคาร์บอนเครดิต 

คาร์บอนเครดิตคืออะไร สำคัญอย่างไร

ซึ่งแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากความพยายามในการแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ข้อตกลงนานาชาติ เช่น พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในปี 1997 ที่กำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปิดโอกาสให้ใช้กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมถึงข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2015 ที่มุ่งเน้นให้ทุกประเทสมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอน โดยสามารถใช้คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือในการชดเชยการปล่อยก๊าซ

เรียกได้ว่าคาร์บอนเครดิตมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการสร้างมูลค่าให้กับการลดมลพิษ และช่วยให้ประเทศ หรือองค์กรต่าง ๆ สามารถบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนที่ตั้งไว้ได้อีกด้วย

โครงการคาร์บอนเครดิต ใคร “ได้” ใคร “เสีย” บ้าง ? 

สำหรับโครงการคาร์บอนเครดิตนี้ แม้จะเป็นโครงการที่ดีต่อโลกของเรา แต่ก็มีทั้งกลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์และเสียผลประโยชน์อยู่ ดังนี้

ใคร “ได้” (ประโยชน์ที่ได้รับ)องค์กร หรือโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซฯ เช่น กลุ่มพลังงานทดแทน หรือโครงการปลูกป่า เป็นต้น จะได้รับรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ประเทศกำลังพัฒนา สามารถสร้างรายได้จากการดำเนินโครงการลดก๊าซฯ ภายใต้กลไกข้อตกลงระหว่างประเทศองค์กรที่ต้องการชดเชยคาร์บอน สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซฯ ของตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน
ใคร “เสีย” (ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น)องค์กรที่ปล่อยก๊าซฯ สูง อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นหากต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยส่วนที่เกินกำหนด หรือต้องลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอุตสาหกรรมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นต้นธุรกิจขนาดเล็ก อาจไม่สามารถลงทุนในโครงการคาร์บอนเครดิตได้ ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่

ทำอย่างไรถึงจะได้ “คาร์บอนเครดิต” ?

การที่จะได้รับคาร์บอนเครดิตนั้น จะต้องดำเนินโครงการที่สามารถสร้างเครดิตในการลดหรือกักเก็บคาร์บอน หรือก๊าซเรือนกระจกได้อย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ ซึ่งเรามีตัวอย่างโครงการมาให้ โดยบุคคลทั่วไปหรือแม้กระทั่งองค์กรต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้

โครงการคาร์บอนเครดิต
  • กลุ่มพลังงานทดแทน
    • องค์กร: ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
    • คนทั่วไป: ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง
  • การอนุรักษ์พลังงาน
    • องค์กร: เปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงานในสำนักงานและโรงงาน ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานน้อยลง
    • คนทั่วไป: เปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ปั่นจักรยาน หรือใช้ขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัวในบางโอกาส
  • การจัดการของเสีย
    • องค์กร: นำก๊าซชีวภาพจากขยะมาผลิตไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซมีเทน นำขยะไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะที่จะถูกนำไปฝังกลบและทำให้เกิดก๊าซมีเทน
    • คนทั่วไป: คัดแยกขยะรีไซเคิล ทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบและลดการปล่อยก๊าซมีเทน
  • การปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ
    • องค์กร: สนับสนุนหรือดำเนินโครงการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่เหมาะสม รวมทั้งสนับสนุนแหล่งเพาะพันธุ์ต้นกล้าต่าง ๆ 
    • คนทั่วไป: สร้างพื้นที่สีเขียวในบ้าน หรือชุมชน 

เหมืองทองอัครา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่ความยั่งยืน 

ถึงแม้จะยังไม่มีโครงการคาร์บอนเครดิตโดยตรง เหมืองทองอัครา ยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เรามีโครงการและแนวทางปฏิบัติมากมายที่ช่วยลด หรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกและแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ที่ช่วยลดผลกระทบและดูแลโลก ได้แก่

  • โครงการปลูกไม้ 1 ล้านต้นกับคนเหมือง: ที่เราตั้งเป้าปลูกต้นไม้ 1,000,000 ต้น เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวและช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก
  • พลังงานสะอาด: ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ในการดำเนินงาน
  • Solar Rooftop: ที่อาคารสำนักงานอัคราเพื่อนชุมชนและสำนักงานสำรวจ เราได้มีติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดไว้ใช้ภายใน ที่จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว ลดปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า และลดสภาวะการเกิดก๊าซเรือนกระจกในทางอ้อมได้
  • การจัดการของเสีย: มีระบบจัดการขยะและชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการเกิดการก๊าซมีเทน
  • วางแผนการทำเหมือง: ออกแบบและจัดการการทำเหมืองที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการ

จากความมุ่งมั่นที่ต่อยอดด้วยการลงมือทำ นำไปสู่การได้รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว รางวัลสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐาน (CSR-DPIM) ประจำปี 2567 จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นเครื่องยืนยันถึงที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องของเราทุกคน และแนวคิดโครงการคาร์บอนเครดิตก็เรียกว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ หรือประชาชนทั่วไป ต่างก็มีบทบาทในการสร้างและใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตได้ มาร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนด้วยการทำความเข้าใจและสนับสนุนกลไกคาร์บอนเครดิตกัน

อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับภารกิจสีเขียว เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติรอบเหมืองทองคำกับอัครา

แสงแดดที่สาดส่องไม่ได้มีเพียงประกายของทองคำที่สะท้อนกลับ แต่ยังฉายให้เห็นถึงความเขียวขจีของผืนป่าที่กำลังเติบโต ณ เหมืองแร่ทองคำชาตรี ที่บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เราไม่ได้มองแค่การขุดทรัพยากรเพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เราให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูและส่งเสริมระบบนิเวศที่สมบูรณ์และยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าการคืนสมดุลให้กับธรรมชาติคือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ที่สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการทำเหมืองแร่และพัฒนาอุตสาหกรรมได้ 

เมื่อการสำรวจแร่สิ้นสุด… การฟื้นฟูพื้นที่ก็เริ่มต้นขึ้น ร่วมติดตามแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่หลังการขุดเจาะสำรวจแร่กับภารกิจสีเขียวของอัครา ที่คืนชีวิตให้ธรรมชาติและสร้างคุณค่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืนได้ที่นี่

จากผืนดินที่ถูกขุดเจาะ สู่ข้อมูลธรณีวิทยาอันล้ำค่า 

ทุกครั้งที่เครื่องจักรเจาะลงไปใต้ผืนดินไม่ใช่เพียงแค่การค้นหาแร่ทองคำ แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ขุมทรัพย์แห่งข้อมูลทางธรณีวิทยาอันล้ำค่าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อัคราตระหนักดีว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่สมบัติของบริษัทฯ แต่เป็นสมบัติของแผ่นดินที่ควรจะแบ่งปันให้กับชุมชน ก่อนเริ่มการขุดเจาะเพื่อสำรวจแร่นั้น เราจะดำเนินการขออนุญาตตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง เริ่มจากการขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ รวมถึงได้รับความยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและหน่วยงานในท้องที่นั้น ๆ อย่างครบถ้วนเสียก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการขุดเจาะสำรวจ

อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับภารกิจสีเขียว เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติรอบเหมืองทองคำกับอัคราฯ

โดยปกติแล้วการสำรวจจากด้านบนหรือผิวดิน เราจะได้ข้อมูลทางธรณีวิทยาเพียงแค่ความกว้างและยาว แต่การขุดเจาะจะเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกอีกมิตินั่นก็คือความลึก ซึ่งข้อมูลจากการขุดเจาะนี้จะถูกนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อศึกษาองค์ประกอบของแร่ธาตุต่าง ๆ ในดิน ที่นอกจากการนำไปใช้กับภาคอุตสาหกรรมเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรด้วย เพราะช่วยให้เกษตรกรเข้าใจสภาพดินในบริเวณของตนเองและใกล้เคียงได้มากขึ้น สามารถเลือกใช้ปุ๋ยและวิธีปรับปรุงคุณภาพดินได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการขุดเจาะสำรวจแร่ยังสามารถนำไปใช้ในการสำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน โดยอัคราพร้อมแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

พลิกฟื้นผืนดิน คืนชีวิตให้ป่า กับโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากอัครา “ปลูกไม้ 1 ล้านต้นกับคนเหมือง”

ฟื้นฟูพื้นที่สำรวจแร่ (with TH sub)

เพราะอัคราเชื่อว่าหนึ่งในการให้ที่ดีที่สุด คือการคืนชีวิตให้กับธรรมชาติ เราจึงริเริ่มโครงการ “ปลูกไม้ 1 ล้านต้นกับคนเหมือง” ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพลิกฟื้นผืนดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าและสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน โครงการนี้ไม่ใช่แค่การคืนพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพจากการสำรวจแร่ แต่คือการ ‘สร้างป่า’ โดยร่วมมือกับสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ (ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้) ในการสนับสนุนงบประมาณในการเพาะกล้าไม้และแจกจ่ายให้กับหน่วยงาน องค์กร และประชาชนทั่วไปที่สนใจจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสีเขียวนี้

ซึ่งอัคราตั้งเป้าที่จะสนับสนุนการเพาะกล้าไม้รวมทั้งสิ้น 1 ล้านต้น โดยจะเน้นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น พะยูง สัก ประดู่ พะยอม ไผ่ มะขามป้อม มะค่าโมง พฤกษ์ ต้นรัง ยางนาและหว้า เพื่อให้มั่นใจว่าต้นไม้ทุกต้นจะเติบโตแข็งแรงและเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าได้อย่างยั่งยืน

และถึงแม้ว่าเป้าหมาย 1 ล้านต้น อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ แต่อัคราเชื่อมั่นในพลังแห่งความร่วมมือ เราเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการได้ เพียงนำบัตรประชาชนและสำเนาโฉนดที่ดินมายื่นที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ ก็สามารถขอรับกล้าไม้ไปปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ทันที

ปลูกไม้ 1 ล้านต้นกับคนเหมือง
ปลูกต้นไม้ อนุรัหษ์สิ่งแวดล้อม
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชน
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชนของอัครา

ความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชนของอัครา ได้รับการยอมรับในระดับประเทศกับรางวัลสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐาน (CSR-DPIM) ประจำปี 2567 จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่า การทำเพื่อสังคมผ่านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการทำเหมืองแร่ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปลูกป่าทดแทน แต่คือการ ‘สร้างสมดุล’ ระหว่างการใช้ทรัพยากรและการดูแลรักษา เพื่อให้ ‘คน ป่า และเหมืองแร่’ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

อัครา สำรวจอย่างรู้คุณค่า เดินหน้า “สร้าง” อนาคตที่ยั่งยืนแก่ธุรกิจ ชุมชน และโลกของเรา 

เพราะแร่ทองคำคือจุดเริ่ม ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความรับผิดชอบ

ทำความรู้จักระบบบำบัดน้ำเสีย สู่การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่อย่างยั่งยืน

น้ำ คือ ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิต ทั้งการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันไปจนถึงการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่เมื่อน้ำถูกใช้งานแล้ว สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ‘น้ำเสีย’ ซึ่งมักปนเปื้อนด้วยสารอินทรีย์  สารเคมี และสิ่งเจือปนอื่น ๆ หากปล่อยทิ้งโดยไม่มีการบำบัดน้ำที่เหมาะสมก่อน น้ำเสียนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สุขภาพของมนุษย์และคุณภาพแหล่งน้ำในระยะยาว 

แล้วเราจะจัดการกับน้ำเสียอย่างไร ? บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียโดยทั่วไปว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง พร้อมนำเสนอแนวทางการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ที่ยึดถือมาตรฐานสากลและแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งผลให้อัคราสามารถจัดการทรัพยากรน้ำทุกหยดได้อย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

น้ำเสียมาจากไหน ? ทำไมต้องบำบัดน้ำเสีย ?

น้ำเสีย (Wastewater) คือ น้ำที่ผ่านการใช้งานแล้วและมีสิ่งปนเปื้อน จนไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ทันที โดยแหล่งกำเนิดของน้ำเสียสามารถจำแนกได้เป็นหลายประเภท เช่น

  • น้ำเสียชุมชน: เกิดจากบ้านเรือน อาคาร ร้านค้า โดยมักเป็นน้ำจากการอาบน้ำ ซักล้าง ทำอาหาร หรือขับถ่าย เป็นต้น
  • น้ำเสียอุตสาหกรรม: เกิดจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การล้างอุปกรณ์ การหล่อเย็น หรือการผลิตสินค้า เป็นต้น
  • น้ำเสียเกษตรกรรม: มาจากการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอาจปนเปื้อนด้วยปุ๋ย ยาฆ่าแมลง หรือมูลสัตว์

หากน้ำเสียไม่ได้รับการบำบัดอย่างเหมาะสมก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์และสัตว์ รวมถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ โดยผลกระทบจากน้ำเสียมีหลายด้าน ดังนี้

  • แหล่งน้ำขาดออกซิเจน สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอยู่รอดได้
    สารอินทรีย์ในน้ำเสียจะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลาย โดยกระบวนการนี้ต้องใช้ออกซิเจนในน้ำ เมื่อออกซิเจนหมดลง น้ำจะส่งกลิ่นเหม็นและสิ่งมีชีวิตในน้ำไม่สามารถอยู่รอดได้ 
  • แหล่งแพร่กระจายเชื้อโรค น้ำที่เน่าเสียสามารถกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคชั้นดี ซึ่งทำให้เกิดโรคระบาดได้
  • สารปนเปื้อนตกค้างในแหล่งน้ำและห่วงโซ่อาหาร สารปนเปื้อนตกค้างในน้ำเสียอาจไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และสะสมในพืชน้ำ สัตว์น้ำ หรือเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพของทั้งคนและสัตว์ในระยะยาว 
  • ทำลายทัศนียภาพ แหล่งน้ำที่เน่าเสียไม่เพียงแต่ดูไม่น่ามอง แต่ยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ ส่งผลต่อแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือเส้นทางคมนาคมทางน้ำ

เส้นทางสู่สายน้ำสะอาด กระบวนการบำบัดน้ำเสียเป็นอย่างไร

การบำบัดน้ำเสียเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย โดยทั่วไประบบบำบัดน้ำเสียแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

1. บำบัดขั้นต้น (Primary Treatment) กำจัดของแข็งและสิ่งที่ไม่ละลายน้ำ

ขั้นตอนแรกของการบำบัดน้ำเสียมุ่งเน้นที่การแยกสิ่งสกปรกขนาดใหญ่และอนุภาคที่ไม่ละลายน้ำออกจากน้ำเสีย เช่น เศษขยะ เศษไม้ ใบไม้ และทราย โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ได้แก่

  • ตะแกรงดักขยะ: สำหรับแยกของแข็งขนาดใหญ่ออกจากน้ำเสีย
  • การตกตะกอน: ให้น้ำไหลผ่านถังตกตะกอนช้า ๆ เพื่อให้ตะกอนที่หนักกว่าน้ำจมลง
  • ถังดักไขมัน: สำหรับแยกไขมันและน้ำมัน (หากมี) ออกจากน้ำ 

2. บำบัดขั้นที่สอง (Secondary Treatment) กำจัดสิ่งสกปรกที่ละลายในน้ำ

หลังจากผ่านการบำบัดน้ำเสียขั้นต้นมาแล้ว น้ำเสียยังคงมีของแข็งแขวนลอยขนาดเล็กและสารอินทรีย์ทั้งที่ละลายและไม่ละลายในน้ำเหลือค้างอยู่ การบำบัดขั้นที่สองจึงต้องใช้การบำบัดทางชีวภาพเข้ามาช่วย โดยเน้นการใช้จุลินทรีย์ที่อยู่ในสภาวะควบคุมได้ (ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย) ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ หรือกินสารอินทรีย์ได้รวดเร็วกว่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตัวอย่างระบบที่นิยมใช้ เช่น

  • Activated Sludge (AS): ใช้ถังกวนที่มีจุลินทรีย์แขวนลอย
  • Trickling Filter (TF): ให้น้ำเสียไหลผ่านตัวกลางที่มีจุลินทรีย์เกาะอยู่
  • Rotating Biological Contactor (RBC): ใช้จานหมุนที่มีจุลินทรีย์เกาะอยู่
  • บ่อบำบัด: ใช้บ่อธรรมชาติ หรือบ่อที่สร้างขึ้น

จากนั้นน้ำที่ผ่านการบำบัดด้วยจุลินทรีย์แล้ว จะไหลเข้าสู่ถังตกตะกอนอีกครั้ง เพื่อแยกตะกอนจุลินทรีย์ (ตะกอนชีวภาพ) ออกจากน้ำ 

3. บำบัดขั้นสูง (Tertiary Treatment หรือ Advanced Treatment) กำจัดสิ่งที่เหลืออยู่ ปรับปรุงคุณภาพน้ำ

ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำจัดสารอาหาร (ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส) สาหร่าย ไข่พยาธิ ตัวอ่อนสัตว์ซึ่งเป็นพาหะนําโรค สี สารแขวนลอยที่ตกตะกอนยาก สิ่งเจือปนซึ่งไม่สามารถถูกกำจัดได้ในกระบวนการบำบัดก่อนหน้านี้ เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดียิ่งขึ้นเพียงพอที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ได้ ซึ่งรวมถึง

  • กำจัดฟอสฟอรัส ซึ่งมีทั้งวิธีการที่ใช้เคมีและแบบชีวภาพ
    • วิธีเคมี: เติมสารเคมี (เช่น สารส้ม หรือเฟอร์ริกคลอไรด์) เพื่อให้ฟอสฟอรัสจับตัวกันและตกตะกอน
    • วิธีชีวภาพ: ใช้จุลินทรีย์พิเศษที่ดูดซับฟอสฟอรัสได้มาก ในระบบที่สลับระหว่างสภาวะ “มีอากาศ” และ “ไม่มีอากาศ” 
  • กำจัดไนโตรเจน โดยมีทั้งการใช้เคมี แต่ไม่นิยมใช้ และวิธีการชีวภาพที่สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้
  • Nitrification: เติมออกซิเจนในน้ำเสีย เพื่อให้จุลินทรีย์เปลี่ยนแอมโมเนียที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำ ให้กลายเป็นไนไตรต์และไนเตรตซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า
  • Denitrification: ตัดออกซิเจนในน้ำเสีย เพื่อให้จุลินทรีย์เปลี่ยนไนเตรต ซึ่งยังคงอยู่ในน้ำเสีย ให้กลายเป็นก๊าซไนโตรเจนที่ไม่มีพิษและระเหยออกสู่บรรยากาศ 
  • กำจัดทั้งฟอสฟอรัสและไนโตรเจนร่วมกันโดยกระบวนการทางชีวภาพ: เป็นระบบที่ใช้สภาวะมีอากาศและไม่มีอากาศสลับกัน เพื่อให้จุลินทรีย์ทำหน้าที่ย่อยสลายทั้งไนโตรเจนและฟอสฟอรัสไปพร้อม ๆ กัน โดยต้องมีการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างแม่นยำ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการออกแบบและควบคุมการทำงาน
  • กรอง: เป็นการใช้ตัวกลางในการกรอง เช่น ทราย กรวด หรือ Membrane (เช่น Ultrafiltration) กรองสิ่งสกปรกขนาดเล็ก หรือสารแขวนลอยที่ตกตะกอนยาก ทำให้น้ำใสขึ้น
  • ดูดซับ: มักจะใช้ถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) ที่มีรูพรุนสูง ดูดซับสารอินทรีย์ สารเคมี สี และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกจากน้ำ

เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียมาตรฐานสากล ที่เหมืองทองอัครา 

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการน้ำเสียอย่างมีความรับผิดชอบ และมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่เหมืองทองอัคราเราจึงนำระบบการบำบัดน้ำเสียมาตรฐานสากลมาใช้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

  • Zero Discharge: หัวใจสำคัญ คือ ‘ไม่มีการปล่อยน้ำออกนอกพื้นที่’ (Nil-release) น้ำจากกระบวนการผลิต รวมถึงจากบ่อกักเก็บหางแร่ จะถูกนำมาหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 100%
  • Zero Leakage: มั่นใจได้ในความปลอดภัยสูงสุดของบ่อกักเก็บหางแร่ ที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานวิศวกรรมสากล ปูพื้นบ่อด้วยแผ่น HDPE ที่มีความทนทานสูง พร้อมระบบระบายน้ำใต้ดินและระบบตรวจสอบที่ทันสมัยเพื่อป้องกันการรั่วซึมอย่างมีประสิทธิภาพ
  • กระบวนการผลิตแบบ Closed Lock: ควบคุมการใช้สารเคมีภายในกระบวนการผลิตอย่างรัดกุม ป้องกันการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม 
  • Water Recycling: มีการติดตั้งหอระบายน้ำไว้กลางบ่อกักเก็บหางแร่ เพื่อสูบน้ำที่ผ่านการรีไซเคิลแล้วกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำดิบได้ถึง 307,679 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่โดยรอบได้อีกด้วย

มากกว่าเทคโนโลยีคือความรับผิดชอบ… ที่เหมืองทองอัครา การดำเนินงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสกัดแร่ทองคำ แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างการบำบัดน้ำเสีย โดยนำน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัด รีไซเคิลให้กลับมาใช้ใหม่ภายในโรงงาน เพื่อลดการใช้น้ำดิบและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทั้งในเหมืองและในพื้นที่โดยรอบมีคุณภาพตามมาตรฐาน

‘การบำบัดน้ำเสีย’ อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่เราได้หยิบมาฝากทุกคน เพราะ ‘น้ำ’ คือทรัพยากรจากธรรมชาติอันล้ำค่า นอกจากการรู้คุณค่าและใช้อย่างประหยัดซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่เราทุกคนมีต่อโลกใบนี้แล้ว การบริหารจัดการน้ำก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

‘การบำบัดน้ำเสีย’ อย่างมีประสิทธิภาพ คือหนึ่งในพันธกิจของเหมืองทองอัครา เรามุ่งมั่นใส่ใจและให้ความสำคัญในการจัดการน้ำเสียด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างรับผิดชอบ เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และสร้างความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศในระยะยาว

แบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต ความรับผิดชอบต่อชุมชนจากอัครา ที่ส่งต่อถึงชุมชนรอบเหมือง

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ไม่เพียงดำเนินธุรกิจเหมืองทองคำตามมาตรฐานสากล แต่ยังมุ่งมั่นเป็น ‘เพื่อนคู่คิด’ และ ‘ผู้ร่วมพัฒนา’ ชุมชนโดยรอบด้วยปณิธานอันแน่วแน่ที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา เราได้จัดทำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สุขภาพ การสร้างอาชีพ และการดูแลสิ่งแวดล้อมที่สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล พร้อมดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง
ด้วยวิสัยทัศน์ด้าน การทำเหมืองทองคำอย่างรับผิดชอบ และ การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน อัครามุ่งมั่นดำเนินโครงการที่ช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนโดยรอบ พร้อมผลักดันแนวทางการทำเหมืองที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับส่วนหนึ่งของโครงการและกิจกรรมพัฒนาสังคม ซึ่งอัครามุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนเพื่อมอบให้ชุมชนและสังคมได้รับสิ่งดี ๆ อย่างยั่งยืน

แบ่งปันความสำเร็จสู่ชุมชน หลากหลายโครงการความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

เติมความรู้ สร้างอนาคต

อัคราเชื่อว่า “การศึกษา” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนา จึงเปิดพื้นที่เหมืองให้เป็น “ห้องเรียนนอกตำรา” เปิดโอกาสให้เยาวชนและผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ สัมผัสประสบการณ์จริงและนำความรู้ไปต่อยอดพัฒนาตนเองและชุมชน โดยส่งบุคคลากรที่มากด้วยความสามารถมาเป็นผู้มอบความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับทุกคน

  • ครูเหมืองอาสา’ พลังแห่งการให้…จากใจชาวอัครา โครงการดี ๆ จากพนักงานอัคราที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ ร่วมเป็น ‘ครูอาสา’ ถ่ายทอดความรู้เสริมทักษะภาษาอังกฤษให้เด็ก ๆ ในโรงเรียนรอบเหมือง ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านคีรีเทพนิมิต, โรงเรียนไทยรัฐวิทยา, โรงเรียนบ้านทุ่งยาว, โรงเรียนบ้านวังขวัญและโรงเรียนบ้านวังชะนาง ด้วยการเข้าไปทำการสอนโรงเรียนละ 40 ชั่วโมง หรือเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งด้านภาษา หวังเปิดประตูสู่โลกกว้างให้เด็ก ๆ  
  • โครงการ “อัคราสานฝันปันปัญญา” บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ สู่ต้นกล้าแห่งอนาคต มอบโอกาสให้เยาวชน อายุ 5-12 ปี ใน 28 หมู่บ้านรอบเหมือง ได้พัฒนาทักษะรอบด้านกับครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในช่วงปิดเทอมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  เพื่อเสริมสร้างจินตนาการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และค้นพบศักยภาพในตนเองตั้งแต่วัยเยาว์
    • วิชาภาษาอังกฤษ 
    • วิชาภาษาจีน 
    • วิชาดนตรีไทย  
    • วิชาดนตรีสากล (อูคูเลเล่) 
    • วิชาศิลปะ 
    • วิชาศิลปะการป้องกันตัว (มวยไทย) 

ไม่เพียงเท่านั้น อัครายังเข้าไปช่วยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับการเรียนการสอน สนับสนุนบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเพิ่มเติม สนับสนุนสื่อการเรียนการสอนและเครื่องแต่งกาย รวมถึงการสนับสนุนโภชนาการที่ถูกหลักเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียน นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีข้อจำกัด

สุขภาพดี ชีวีมีสุข

อัคราตระหนักดีว่า “สุขภาพที่ดี” คือต้นทุนชีวิตที่สำคัญสำหรับทุกวัย เราจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการที่ส่งเสริมสุขภาพของทุกคนในชุมชนรอบเหมืองอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกช่วงวัยตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพขั้นพื้นฐานไปจนถึงการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เพื่อต่อยอดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ส่งเสริมสุขภาพของทุกคนในชุมชนรอบเหมือง
  • โครงการ ‘เหมืองแร่ปลอดภัย ห่วงใยประชาชน’ เพราะสุขภาพที่ดีคือของขวัญล้ำค่า อัคราจึงดูแลประชาชนรอบเหมืองผ่าน กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ ที่อัครานำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 3% ของค่าภาคหลวงแร่ เพื่อเป็นงบประมาณในการจัดมหกรรมตรวจสุขภาพประจำปี ฟรี! ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง (เด็ก คนชรา สตรีมีครรภ์และผู้ป่วยเรื้อรังจากโรคไม่ติดต่อ) ที่อาศัยอยู่ในเขตรัศมี 5 กิโลเมตรจากพื้นที่เหมืองแร่ทองคำชาตรี การตรวจสุขภาพดำเนินการโดยทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญจาก วรรณาคลินิกแล็บ พร้อมให้ความรู้การดูแลสุขภาพโดยบุคลากรจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ เพื่อสร้างความอุ่นใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน
  • เติมสุข สร้างรอยยิ้ม กับโครงการ ‘สูงวัย ใจเป็นสุข ปลุกปัญญา’ อัคราร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร สนับสนุนกิจกรรมนันทนาการและการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้แก่ผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข และยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างภาคภูมิ  
  • เติมเต็มหัวใจ สุขล้นทั้งผู้ให้และผู้รับ อัคราร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนชมรมผู้สูงอายุตำบลเขาเจ็ดลูก ในการแสดงความเคารพและห่วงใยต่อผู้สูงวัย โดยจัดกิจกรรมเยี่ยมเยียนและอวยพรผู้สูงวัยที่อายุมากที่สุดในแต่ละหมู่บ้าน ในตำบลเขาเจ็ดลูก พร้อมมอบถุงกำลังใจ… สื่อรักจากใจแทนความห่วงใย  

สร้างอาชีพ สร้างรายได้

อัคราร่วมสร้างวิถีแห่งการพึ่งพาตนเอง ที่มากกว่าการให้ ‘ปลา’ แต่ให้ ‘เบ็ด’ และสอน ‘วิธีตกปลา’ ด้วยการสนับสนุนและจัดทำโครงการความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ ผ่านการสนับสนุนทั้งด้านอุปกรณ์ องค์ความรู้และการตลาด เพื่อให้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง มีรายได้ที่มั่นคงและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

  • เสริมพลังวิสาหกิจชุมชน กับอุตสาหกรรมดี อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน อัคราส่งเสริมความหลากหลายทางอาชีพ สนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรอบเหมือง (จำนวน 12 กลุ่ม) ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงการบริหารจัดการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่ชุมชน อาทิ กลุ่มสมุนไพร ‘ไพรหอม’ กลุ่มตัดเย็บพรมเช็ดเท้า ‘พมทอง’ กลุ่มหัตถกรรมจากหญ้าแฝก กลุ่มจักสานไม้ไผ่ กลุ่มเลี้ยงสุกร กลุ่มทำพริกแกง ‘ครกทอง’ กลุ่มทอผ้า กลุ่มเย็บผ้าวนและกลุ่มน้ำดื่ม 
  • คลินิกเกษตร เพื่อนคู่คิดเกษตรกรไทย อัคราเข้าใจดีว่า เกษตรกรรมคือรากฐานของชุมชน เราจึงจัดตั้ง “คลินิกเกษตร” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาดิน โดยเฉพาะปัญหาดินเปรี้ยวและดินขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญของอัคราลงพื้นที่สำรวจ วิเคราะห์ปัญหาดิน พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการปรับปรุงดินและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคง 
  • จากค่าภาคหลวง… สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน อัครามุ่งมั่นพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากโครงการที่ได้กล่าวถึง เรายังจัดสรรค่าภาคหลวงแร่และสมทบทุนเข้ากองทุนต่าง ๆ ได้แก่ กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ กองทุนฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ และกองทุนประกันความเสี่ยง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แก่ชุมชน โดยหนึ่งในโครงการที่ได้รับประโยชน์ คือ โครงการเลี้ยงกบและปลาดุก ที่บ้านใดน้ำขุ่น หมู่ 10 ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ซึ่งได้รับงบประมาณจาก ‘กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่’ เพื่อสนับสนุนการเลี้ยงกบ 6,000 ตัว ปลาดุก 5,900 ตัว พร้อมอาหารและบ่อซีเมนต์ 120 วง สร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกในชุมชนได้มากถึง 119 ครัวเรือน 

ไม่เพียงความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมในด้านการส่งเสริมอาชีพเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบสาธารณูปโภค ตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบประปาและไฟฟ้าหมู่บ้านในพื้นที่รอบเหมือง พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี

สร้างพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน

ก้าวข้ามขีดจำกัดของการทำเหมืองแร่ ด้วยการผสานแนวคิดการดูแลสิ่งแวดล้อมเข้ากับทุกกระบวนการดำเนินงาน ที่อัคราเรามองถึงอนาคตของโลก จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม โครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ เพื่อมอบโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

โครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
  • อัครา Green Mission ปลูก คืน ผืนป่าให้โลก ที่อัครา การพัฒนาอุตสาหกรรมสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน เราจึงขยายความรับผิดชอบ นอกเหนือจากการทำเหมืองแร่ สู่การ ‘ปลูก’ อนาคตสีเขียว ผ่านโครงการ ‘ปลูกต้นไม้กับคนเหมือง’ ที่ร่วมมือกับสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิจิตรและจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านการสนับสนุนงบประมาณและลงมือ ‘ปลูก’ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนป่า ลดภาวะโลกร้อนและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน 
  • ร่วมพลังป้องกันผืนป่าจากไฟร้อน นอกจากการปลูกเพื่อเสริมและฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวแล้ว ในปี 2567 (เดือนมกราคม – พฤษภาคม) ที่ผ่านมา อัครายังจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่าชุมชนถึง 10 แห่ง เพื่อช่วยรักษาผืนป่าและอนุรักษ์สัตว์ป่าให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ โดยร่วมมือกับศูนย์ป่าไม้พิจิตร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร และป่าชุมชนในพื้นที่ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถช่วยป้องกันไฟป่าบนเนื้อที่ป่าชุมชนได้ถึง 2,723 ไร่ พิทักษ์รักษาต้นไม้ไว้ได้ประมาณ 544,600 ต้น รวมถึงได้ร่วมกันเก็บเศษใบไม้กว่า 8,100 กิโลกรัม เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมักและใช้ประโยชน์ในการปลูกต้นไม้ช่วงฤดูฝนต่อไป 

ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทของอัครา ในการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม ทำให้เราได้รับรางวัลสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐาน (CSR-DPIM) ประจำปี 2567 จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของอัคราในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

อัครา รีซอร์สเซส เพื่อชุมชน

ร่วมติดตามเรื่องราวดี ๆ และก้าวไปกับเรา 

อัครา เพื่อชุมชน เพื่อสังคม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

เราเชื่อว่าอนาคตที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ เราจึงไม่เป็นเพียงแค่ผู้ประกอบการเหมืองแร่ แต่ยังเป็น ‘เพื่อน’ ที่พร้อมเติบโตเคียงข้างชุมชน มุ่งมั่นสร้างเหมืองแร่ต้นแบบ ที่ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ คำนึงถึงสมดุลของสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยตลอดไป