ไขความลับ “แมงกานีส” แร่ธาตุสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

หากพูดถึงแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรม หลายคนอาจนึกถึงทองคำ เหล็ก หรือทองแดงเป็นลำดับแรก ทว่าในความเป็นจริง ยังมีแร่ธาตุอีกมากมายที่แม้ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ “แมงกานีส” แร่ธาตุที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติในชั้นหินของเปลือกโลก ซึ่งแม้จะไม่โดดเด่นเท่าทองคำหรือแร่โลหะประเภทอื่น ๆ แต่แมงกานีสกลับมีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวันของเราอย่างยิ่ง การทำความเข้าใจในคุณสมบัติและคุณค่าของแร่แมงกานีสอย่างเหมาะสม จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้การจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างยั่งยืน 

รู้จัก “แมงกานีส” แร่โลหะแห่งโลกอุตสาหกรรม

แมงกานีส (Manganese) คือธาตุโลหะที่มีสัญลักษณ์ Mn และเลขอะตอม 25 มีคุณสมบัติเป็นโลหะแข็ง เปราะ มีสีเทาอมเงิน สามารถพบได้ทั่วไปในรูปสารประกอบอนินทรีย์ตามชั้นหินใต้เปลือกโลก เช่น ไพโรลูไซต์ (MnO₂) โรโดโครไซต์ (MnCO₃) หรือไซโลมิเลน (Psilomelane) ในธรรมชาติ  นอกจากนี้ แมงกานีสยังมักปรากฏร่วมกับแร่โลหะอื่น ๆ เช่น เหล็ก เงิน หรือทองคำ เนื่องจากกระบวนการตกผลึกทางธรณีวิทยาอาจทำให้แร่ธาตุเหล่านี้สะสมและจัดเรียงตัวอยู่ในชั้นหินเดียวกัน

แมงกานีสจึงไม่ใช่เพียงหางแร่จากการขุดทองคำ แต่ถือเป็นองค์ประกอบร่วมทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม ซึ่งแม้จะไม่สามารถนำมาใช้ในรูปแบบบริสุทธิ์ได้โดยตรง แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่สามารถทำปฏิกิริยาเคมีกับธาตุอื่นได้อย่างดี ทำให้แมงกานีสกลายเป็นแร่ที่มีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีของโลกยุคใหม่

“แมงกานีส” มีประโยชน์ในอุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่างไร ?

แมงกานีสเป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ในหลากหลายมิติ รวมถึงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ดังนี้

“แมงกานีส” มีประโยชน์อย่างไร
  1. อุตสาหกรรมเหล็กกล้าและโลหะผสม

แมงกานีสคือในหนึ่งแร่ธาตุที่มีประโยชน์และมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเหล็กกล้าและโลหะผสมอย่างยิ่ง โดยมากกว่า 90% ของแมงกานีสที่ผลิตได้ทั่วโลกถูกนำมาใช้ในการผลิตเหล็ก เนื่องจากแมงกานีสช่วยเสริมคุณสมบัติของเหล็กให้มีความแข็งแรง ทนทานต่อความร้อนและแรงกระแทก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการขจัดสารปนเปื้อน เช่น กำมะถันและออกซิเจนที่อยู่ในเหล็กระหว่างกระบวนการหลอม ซึ่งช่วยให้เหล็กที่ได้มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการใช้งานในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น อาคารสูง สะพาน และรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

  1. อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

แมงกานีสถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมแมงกานีสออกไซด์ (LMO) ซึ่งนิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพา ด้วยคุณสมบัติด้านความเสถียรทางไฟฟ้า มีความปลอดภัยสูง และสามารถรีไซเคิลได้ง่าย นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ใช้แมงกานีสเป็นส่วนหนึ่งในระบบกักเก็บพลังงานสำหรับบ้านเรือนและแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์อย่างต่อเนื่อง

  1. อุตสาหกรรมเคมีและวัสดุพิเศษ

แมงกานีสไม่เพียงแต่เป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมหนักหรือเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในวงการเคมีอีกด้วย โดยเฉพาะในฐานะตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ที่ช่วยให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ ยังเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพในอุตสากรรมเคมีอาหาร เนื่องจากมีคุณสมบัติทางเคมีที่ปลอดภัยและยืดหยุ่น โดยเฉพาะในรูปของแมงกานีสกลูโคเนตซึ่งมีความปลอดภัยสูงและสามารถดูดซึมได้ดีในร่างกายมนุษย์ 

ความน่าสนใจของแมงกานีสไม่ได้มีเพียงในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อร่างกายของเราและสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ทั้งพืชและสัตว์ โดยในมนุษย์ แมงกานีสเป็นแร่ธาตุอาหารสำคัญที่ช่วยในการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เช่น การเผาผลาญพลังงาน การสร้างกระดูกและการต้านอนุมูลอิสระ ในสัตว์ เช่น ไก่ แมงกานีสช่วยกระตุ้นเอนไซม์ ป้องกันโรคขาโก่ง และความผิดปกติด้านพัฒนาการ รวมถึงในวัวก็มีส่วนช่วยด้านระบบสืบพันธุ์ การเผาผลาญไขมันและเสริมภูมิคุ้มกัน มากกว่านั้นยังเป็นธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงของพืช ทั้งการสร้างคลอโรฟิลล์และการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งล้วนช่วยให้พืชเติบโตได้แข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย

ด้วยคุณสมบัติและประโยชน์ที่ให้คุณทั้งในแง่มุมของอุตสาหกรรมและสิ่งมีชีวิต แมงกานีสจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนาในหลากหลายอุตสาหกรรม กระทั่งกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราโดยไม่รู้ตัว

บทบาทร่วมระหว่าง “แมงกานีส” และ “ทองคำ” ในกระบวนการธรณีวิทยา

ด้วยกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่ดำเนินไปอย่างช้า ๆ และต่อเนื่องตลอดหลายล้านปี ทำให้เกิดการสะสมและก่อตัวของแร่ธาตุต่าง ๆ ภายในเปลือกโลก จึงมีความเป็นไปได้ที่แร่ธาตุหลากหลายชนิดอาจเกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณเดียวกัน โดยเฉพาะแมงกานีส ซึ่งเป็นแร่ที่มักแทรกตัวอยู่ร่วมกับแร่ธาตุอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถพบแร่แมงกานีสและทองคำเกิดร่วมกันในบางพื้นที่ได้ตามธรรมชาติ ซึ่งแมงกานีสสามารถทำหน้าที่เป็น ธาตุบ่งชี้ (Pathfinder Element) ของแร่ทองคำได้ ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวนี้เอง เราจึงสามารถใช้แมงกานีสเป็นธาตุสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบแหล่งแร่ทองคำแห่งใหม่ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความหลากหลายของกระบวนการทางธรณีวิทยาในการกำเนิดทรัพยากรแร่ของโลก

บทบาทร่วมของแมงกานีสและทองคำสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความน่าทึ่งของธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าแร่ธาตุแต่ละชนิดล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง การทำความเข้าใจองค์ประกอบและคุณสมบัติของแร่เหล่านี้อย่างลึกซึ้งจึงเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในฐานะองค์กรที่ดำเนินงานท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติ อัคราให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ด้านการจัดการแร่ธาตุอย่างรอบด้าน เพื่อร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่เติบโตควบคู่กับความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

เบื้องหลังความล้ำค่า กว่าจะเป็นทองคำต้องผ่านวิธีการสกัดทองคำอย่างไรบ้าง ?

ทองคำที่เราเห็นสีเหลืองทองอร่าม อีกทั้งยังถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้มาจากธรรมชาติเป็นก้อนบริสุทธิ์ แต่ต้องผ่านกระบวนการ ‘สกัดทอง’ ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องใช้ทั้งความรู้และความสามารถเฉพาะทาง ถ้าอยากรู้ว่ากว่าจะเป็นทองคำที่สวยงามล้ำค่านั้นมีที่มาอย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับวิธีการสกัดทองคำกันว่ามีกี่วิธี และพาไปดูขั้นตอนการสกัดทองคำของเหมืองทองอัคราที่ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ได้มาตรฐานระดับสากล

จุดเริ่มต้นการสกัดทองคำ เปลี่ยนหินให้เป็นทองล้ำค่า ต้องผ่านวิธีการอย่างไรบ้าง ? 

กว่าจะได้ทองคำมาสักหนึ่งบาท หรือสักสลึงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทองคำในธรรมชาติมักปะปนอยู่กับแร่ธาตุอื่น ๆ ในปริมาณน้อยนิด อีกทั้งต้องอาศัยกระบวนการ “สกัด” ที่ต้องใช้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญเพื่อแยกทองคำออกมา ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ 

1. การสกัดทองคำออกจากสินแร่ 

ขั้นตอนนี้เป็นหัวใจสำคัญของการสกัดทองคำ เพราะเป็นการแยกแร่ทองคำออกจากสินแร่ ในอดีตเคยมีการใช้ปรอทในการสกัดทองคำ แต่ปัจจุบันได้เลิกใช้วิธีนี้แล้วเพราะปรอทเป็นโลหะหนัก ซึ่งเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่สามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารและก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ โดยปัจจุบันวิธีสกัดทองคำที่นิยมและเป็นมาตรฐานสากลคือ Cyanidation หรือการสกัดทองด้วยสารละลายไซยาไนด์ ซึ่งเป็นวิธีที่เหมืองอัคราเลือกใช้เช่นกัน

หลายคนอาจเกิดความกังวลเมื่อได้ยินคำว่า ‘ไซยาไนด์‘ แต่ที่จริงแล้วไซยาไนด์ที่ใช้ในการสกัดทองคำเป็นสารละลายเจือจางและใช้ในระบบปิด มีการควบคุมปริมาณและการใช้งานอย่างเข้มงวด ที่สำคัญไซยาไนด์สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติเมื่อสัมผัสกับแสงแดดและอากาศกลายเป็นสารที่ไม่เป็นพิษ รวมถึงที่อัคราเราให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตเป็นระบบปิด และได้นำถัง ISOTainer ซึ่งเป็นระบบผสมไซยาไนด์อัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้และลดความเสี่ยงในการสัมผัสสารเคมีของพนักงาน นอกจากนี้เรายังมีบ่อกักเก็บหางแร่และการจัดการน้ำ (Water Recycling) ที่นำน้ำในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมด 100% จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีรั่วไหลออกสู่ภายนอก

2. การทำให้ทองคำบริสุทธิ์ 

หลังจากได้สารละลายทองคำแล้ว ก็จะมีขั้นตอนที่ต้องทำต่อเพื่อให้ได้ทองคำบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น 

  1. Chlorination เป็นการใช้ก๊าซคลอรีนเป่าเข้าไปในทองคำหลอมเหลวเพื่อแยกโลหะอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการออกไป ซึ่งจะทำให้ได้ทองคำที่มีความบริสุทธิ์ประมาณ 99.5%
  2. Electrolysis เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ควบคุมเพื่อกระตุ้นให้ทำปฎิกิริยาในการแยกทองคำออกจากโลหะอื่น ๆ ซึ่งจะได้ทองคำที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 99.99%
  3. Aqua Regia วิธีนี้เป็นวิธีที่ช่างทำทองคำทั่วไปเลือกใช้ โดยมีการใช้กรดไนตริกเเละกรดไฮโดรคลอริกกัดสารละลายทองคำ แล้วใช้สารเคมี เช่น วิธีใช้สาร SMB ทำให้ตกตะกอนทองคำออกมาอีกที แล้วนำไปหลอมด้วยความร้อนให้กลายเป็นทองคำ ซึ่งจะให้ค่าความบริสุทธิ์ประมาณ 99.9x%

ตะลุยเข้าเหมือง เปิดขั้นตอนวิธีการสกัดทอง… 

ที่กว่าจะเป็นทองคำไทย เพื่อคนไทยจากอัครา 

ที่เหมืองอัคราเราได้นำความรู้และเทคโนโลยีมาปรับใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการสกัดทองคำของเรามีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

ตะลุยเข้าเหมือง เปิดขั้นตอนวิธีการสกัดทองที่กว่าจะเป็นทองคำไทย เพื่อคนไทยจากอัครา

1. เตรียมสินแร่

  • หลังสำรวจ วางแผนขุดเจาะและได้สินแร่แล้ว จากนั้นจะเอาสินแร่มาบดหยาบผ่านเครื่องบดหยาบเพื่อให้ได้ขนาดตามที่ต้องการก่อน 
  • เมื่อสินแร่มีขนาดเล็กลงแล้ว จะถูกนำไปบดละเอียดพร้อมกับน้ำให้มีลักษณะคล้ายน้ำโคลน กลายเป็นสินแร่เปียก 

2. สกัดทองคำ

  • เมื่อเข้าสู่กระบวนการสกัดทองคำ สินแร่เปียกจะถูกนำไปผสมกับสารละลายโซเดียมไซยาไนด์เพื่อชะละลายทองคำออกจากสินแร่ ซึ่งในขั้นตอนนี้เราได้ใช้เทคโนโลยี ISOTainer ซึ่งควบคุมการขนย้าย ผสมและวัดปริมาณไซยาไนด์แบบอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์อย่างแม่นยำ เพื่อลดปริมาณไซยาไนด์ตกค้างให้น้อยที่สุด จากนั้นจะใช้ถ่านกัมมันต์ที่มีโครงสร้างรูพรุนสูงเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถดูดซับทองและเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • หลังจากนั้นจะนำถ่านกัมมันต์ที่มีทองและเงินไปชะละลาย เพื่อแยกเอาทองและเงินออกจากเม็ดถ่านกัมมันต์ให้อยู่ในรูปแบบของสารละลาย หรือที่เรียกว่าน้ำทอง  

3. ทำให้ทองคำบริสุทธิ์

ขั้นตอนการทำให้ทองคำบริสุทธิ์โดยใช้วิธีตกตะกอน ที่อัคราเราเลือกวิธีการแยกด้วยไฟฟ้า
  • เมื่อได้น้ำทองแล้วก็จะถึงขั้นตอนการทำให้ทองคำบริสุทธิ์โดยใช้วิธีตกตะกอน ที่อัคราเราเลือกวิธีการแยกด้วยไฟฟ้า (Electrowinning) โดยใช้เซลล์ไฟฟ้าดึงโลหะทองคำและเงินออกจากน้ำทอง 
  • แล้วล้างโลหะออกจากขั้วไฟฟ้า ซึ่งจะได้เป็นผงทองคำและเงิน จากนั้นนำผงโลหะทองคำและเงินไปอบให้แห้ง (Gold Cake) 
กระบวนการโลหกรรมขั้นสุดท้ายจากเหมืองทองอัครา

4. หลอมให้เป็นแท่งโดเร่

  • นำผงทองคำผสมเงินที่แห้งแล้วมาหลอมในเตาเผาที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้โลหะทองคำผสมเงิน (Doré Bar) 
ขั้นตอนการสกัดทองคำที่หลอมให้เป็นแท่งโดเร่

ซึ่งในขั้นตอนการสกัดทองคำที่หลอมให้เป็นแท่งโดเร่ จะเป็นกระบวนการโลหกรรมขั้นสุดท้ายจากเหมืองทองอัครา ก่อนจะถูกส่งต่อให้กับบริษัท รีฟายนิ่งโลหะมีค่า จำกัด หรือ ‘พีเอ็มอาร์ (PMR)’ เพื่อทำการแปรรูปและสกัดทองแท่งโดเร่ของอัคราให้ได้ทองคำที่มีค่าความบริสุทธิ์ 99.99% ตามมาตรฐานสากล และส่งไม้ต่อให้บริษัท ออสสิริส จำกัด ซึ่งมีรากฐานจากการเป็นช่างทองไทยมาก่อน นำไปขึ้นรูปให้เป็นทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณคุณภาพต่อไป 

เรียกได้ว่าการสกัดทองคำของอัคราเรานั้น เป็นการเชื่อมสายการผลิตทองคำของไทยตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ผลักดันให้สินค้าที่ผลิตด้วยทองคำและเงินของไทยผ่านเกณฑ์ FTA เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากประเทศคู่ค้าและสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศ ลดการนำเข้าและลดการขาดดุลการค้า รวมถึงการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต และการค้าทองคำครบวงจรที่ได้มาตรฐานสากลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยวิสัยทัศน์ “ทองไทย เพื่อคนไทย สู่สายตาโลก” 

จากก้อนหินสู่สินแร่ จากสินแร่สู่ทองคำบริสุทธิ์ คือเรื่องราวของการสกัดทองคำที่ต้องผสานความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางร่วมกับเทคโนโลยีและความรับผิดชอบต่อสังคม ที่เหมืองทองอัคราเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืนให้กับทั้งธุรกิจ ชุมชน และโลกใบนี้ พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยนวัตกรรมเหมืองทองยุคใหม่มาตรฐานโลกที่มุ่งมั่นสู่การทำเหมืองทองอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทุกคน 

เปิดตำรา ‘ทรัพยากรธรรมชาติ’ ขุมทรัพย์ ชีวิต และความยั่งยืนมีอะไรบ้าง

ในทุก ๆ วัน เราต่างพึ่งพา ‘ทรัพยากรธรรมชาติ’ รอบตัว ตั้งแต่อากาศที่เราหายใจ น้ำที่ดื่ม อาหารที่เรากิน เสื้อผ้าที่สวมใส่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มาจากแร่ธาตุและโลหะ ไปจนถึงพลังงานที่ขับเคลื่อนชีวิตและเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้มาจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์และมรดกที่ธรรมชาติมอบไว้ให้ แล้วคุณเคยสงสัยกันไหม… ว่าจริง ๆ แล้วทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มาจากไหน ? มีอะไรบ้างและมีมากน้อยแค่ไหน ? เมื่อการใช้ชีวิต = ใช้ทรัพยากร อนาคตเราเราจะมีใช้ไปอีกนานแค่ไหน ? ไปเปิดโลกของทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้กัน

ทรัพยากรธรรมชาติ คืออะไร สำคัญกับเราแค่ไหน ? 

ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) คือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่พวกเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อตอบสนองความต้องการในการดำรงชีวิตในทุกมิติ ไม่ว่าจะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ เป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก เป็นปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการดำรงอยู่ของประชากรโลก รวมถึงการเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจได้อีกด้วย เรียกได้ว่าทรัพยากรธรรมชาติสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกชีวิตบนโลกใบนี้

ทรัพยากรธรรมชาติ มีอะไรบ้าง ?

ทรัพยากรธรรมชาติสามารถแบ่งได้หลากหลายแบบ แต่โดยส่วนใหญ่จะแบ่งตาม 2 แนวทางหลัก ดังนี้ 

1. ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งตามขีดจำกัดในการใช้งาน 

ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งตามขีดจำกัดในการใช้งาน 
  • ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้น (Renewable Resources) ทรัพยากรเหล่านี้มีอยู่ตลอด หรือสามารถหมุนเวียนทดแทนได้ตามธรรมชาติในระยะเวลาอันรวดเร็ว เช่น แสงอาทิตย์ ลมและอากาศ แต่อาจเสื่อมสภาพจนไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เหมือนแต่ก่อน หากไม่ดูแลรักษา ใช้อย่างไม่ระมัดระวัง หรือสร้างมลพิษที่ส่งผลต่อทรัพยากรเหล่านี้ 
  • ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วสามารถบำรุงรักษาให้คงสภาพอยู่ได้ (Maintainable Resources) ทรัพยากรเหล่านี้สามารถ “ฟื้นฟู” ตัวเองได้ แต่ต้องใช้เวลาและอาจต้องมีการจัดการที่เหมาะสม เช่น ดิน น้ำ ป่าไม้และสัตว์ป่า หากใช้มากเกินไปหรือไม่ระวังอาจเสื่อมโทรมหรือหมดไปได้เช่นกัน
  • ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป (Non-renewable Resources) ทรัพยากรเหล่านี้มีอยู่อย่างจำกัด ใช้แล้วหมดไปและไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ หรือถ้าทำได้ก็กินเวลายาวนานหลายล้านปี เช่น แร่ธาตุ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน เราจึงต้องใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด รวมถึงพัฒนาหาทรัพยากรทางเลือกอื่นมาทดแทน 

2. ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งตามลักษณะ

ทรัพยากรธรรมชาติมีกี่ลักษณะ
  • ทรัพยากรดิน ดินเป็นพื้นฐานสำคัญของการเกษตร เพราะเป็นแหล่งธาตุอาหาร น้ำและที่ยึดเกาะของรากพืช นอกจากนี้ ดินยังมีความสำคัญต่อการก่อสร้าง เป็นที่ตั้งของอาคารบ้านเรือนและองค์ประกอบของระบบนิเวศโดยรวม
  • ทรัพยากรน้ำ ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำคือปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อทุกชีวิตบนโลก ถ้าขาดน้ำการดำรงชีวิตทั้งของมนุษย์ สัตว์และพืชย่อมเป็นไปได้อย่างยากลำบาก เพราะทุกกิจกรรมต้องใช้น้ำทั้งสิ้น ตั้งแต่การอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้าไปจนถึงการคมนาคม
  • ทรัพยากรป่าไม้และทิวทัศน์ ป่าไม้และทิวทัศน์มีบทบาทหลากหลายและสำคัญยิ่งต่อโลก นอกจากเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหารและยารักษาโรคแล้ว ความงดงามตามธรรมชาติยังเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวอีกด้วย นี่จึงเป็นทรัพยากรที่ทุกคนต้องช่วยกันรักษา
  • ทรัพยากรสัตว์ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพคือหัวใจของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ สัตว์ป่าคือองค์ประกอบหลักในการรักษาสมดุล มีความสำคัญในห่วงโซ่อาหาร ช่วยควบคุมประชากร มากกว่านั้นยังเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาและท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การอนุรักษ์สัตว์ป่าจึงเท่ากับการรักษาสมดุลของโลก
  • ทรัพยากรแร่ธาตุและโลหะ อุตสาหกรรม การก่อสร้าง และเทคโนโลยียุคปัจจุบัน ล้วนต้องพึ่งพาแร่ธาตุและโลหะเป็นวัตถุดิบสำคัญ ตั้งแต่เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทรัพยากรกลุ่มนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อความมั่งคั่งและความมั่นคงของประเทศ
  • ทรัพยากรพลังงาน พลังงานคือปัจจัยขับเคลื่อนแทบทุกกิจกรรมของมนุษย์ ตั้งแต่การดำรงชีวิต การคมนาคมไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเราใช้ทรัพยากรพลังงานจากแหล่งต่าง ๆ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน แสงอาทิตย์ ลม หรือพลังงานหมุนเวียน และพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
  • ทรัพยากรมนุษย์ มนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดเพราะมีความสามารถในการคิดค้น สร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรอื่น ๆ ได้  

สร้างจุดสมดุลให้ทรัพยากรธรรมชาติระหว่าง ‘การใช้’ กับ ‘การรักษา’

คุณเคยสงสัยไหมว่าในเมื่อทุก ๆ วัน เรา ‘ใช้ชีวิต = ใช้ทรัพยากร’ จุดสมดุลระหว่าง ‘การใช้’ กับ ‘การรักษา’ นั้นจะต้องทำอย่างไรในเมื่อทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างก็พร้อมที่จะหมดสิ้นได้เสมอ คำตอบคือการร่วมมือกัน ‘อนุรักษ์’ ทรัพยากรธรรมชาติ และ ‘พัฒนา’ อย่างยั่งยืน ด้วยแนวทางต่อไปนี้

  • ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและคุ้มค่า ลดการใช้ นำมาใช้ซ้ำ หรือรีไซเคิล
  • ลดการปล่อยมลพิษ ลดการใช้พลาสติก ลดการเผาไหม้ ใช้พลังงานสะอาด
  • ฟื้นฟูทรัพยากรที่เสื่อมโทรม ปลูกป่า บำบัดน้ำเสีย ปรับปรุงดินให้เหมาะสม 
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานหมุนเวียน เกษตรยั่งยืน
  • สร้างจิตสำนึก ให้ความรู้ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ร่วมกัน
อัคราร่วมใจร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

อัคราร่วมใจ ขอเป็นส่วนหนึ่งร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

เหมืองแร่นับเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกและมีส่วนผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ควบคู่กัน เราจึงตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างรู้คุณค่า และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่อาจได้รับผลกระทบ ด้วยการปรับปรุงทรัพยากรบางอย่างเพื่อให้ตอบโจทย์การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการสีเขียวเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น โครงการฟื้นฟูป่าและปลูกต้นไม้กับคนเหมืองเพื่อเพิ่มทรัพยากรป่าไม้ การบำบัดน้ำใช้แล้วโดยนำน้ำจากกระบวนการผลิตหมุนเวียนกลับมาใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อช่วยลดปัญหาขาดแคลนทรัพยากรน้ำภายในท้องถิ่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงและประหยัดการใช้ไฟฟ้า โครงการคลินิกเกษตรที่ช่วยแก้ปัญหาดินในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นกรด ให้สามารถปลูกพืชและข้าวได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ‘มรดก’ ที่เราได้รับมาจากธรรมชาติและต้องส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ร่วมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูระบบนิเวศและการปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกตั้งแต่ระดับบุคคลจนถึงระดับองค์กร ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่

เพราะอนาคตของโลกและของเราทุกคนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการลงมือทำในวันนี้ เพื่อให้โลกใบนี้ยังคงเป็นบ้านที่อุดมสมบูรณ์ น่าอยู่ และยั่งยืนสำหรับทุกคน

รู้จัก “สารหนู” คืออะไร ? เจาะลึกคุณสมบัติและบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิต

เมื่อพูดถึง “สารหนู” หลายคนอาจนึกถึงภาพของสารพิษอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง แต่รู้หรือไม่ สารหนูเป็นหนึ่งในธาตุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยสามารถพบได้ทั่วไปทั้งในชั้นหิน แหล่งน้ำใต้ดิน และมักปรากฏร่วมกับแร่โลหะต่าง ๆ เช่น ทองคำ เหล็ก และทองแดง ซึ่งแม้ว่าสารหนูจะมีคุณสมบัติทางเคมีที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง สารหนูกลับมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมหลากหลายแขนง ตั้งแต่อุตสาหกรรมเคมี ไปจนถึงการผลิตวัสดุเฉพาะทางที่ช่วยขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโลกยุคใหม่
วันนี้เราจึงจะพาทุกท่านไปรู้จักสารหนูในทุกแง่มุม ตั้งแต่คุณสมบัติ การใช้ประโยชน์ของสารหนู ตลอดจนแนวทางการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ไขความลับ สารหนู (Arsenic) คืออะไร มาจากไหน ?

สารหนู (Arsenic) คือธาตุกึ่งโลหะที่มีสัญลักษณ์ As และเลขอะตอม 33 พบกระจายอยู่ในเปลือกโลกตามธรรมชาติ ทั้งในหิน ดิน และแร่ธาตุต่าง ๆ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาสูง เช่น พื้นที่ภูเขาไฟ หรือแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ในแง่คุณสมบัติทางเคมี สารหนูมีความสามารถในการจับตัวกับธาตุต่าง ๆ ได้ดี โดยมักพบในรูปของสารประกอบ เช่น อาร์เซโนไพไรต์ (Arsenopyrite) ซึ่งเป็นแร่ซัลไฟด์ที่เกิดร่วมกับแร่โลหะอย่างทองคำ ทองแดง และตะกั่ว จึงทำให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบัน สามารถนำสารหนูมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างปลอดภัยและสร้างคุณค่าในหลากหลายด้าน

สารหนู และประโยชน์ในอุตสาหกรรม

เจาะลึกบทบาทสำคัญของสารหนู และประโยชน์ในอุตสาหกรรม 

ในโลกของอุตสาหกรรม สารหนูมีคุณค่าและความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหลากหลายแขนง ดังนี้

1. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์

สารหนูเป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในรูปของสารประกอบ GaAs หรือ อาร์เซไนด์แกลเลียม (Gallium Arsenide) ซึ่งถูกใช้เป็นวัสดุกึ่งตัวนำในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเซมิคอนดักเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ชิปความเร็วสูง ไฟ LED โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ดาวเทียม เป็นต้น

2. อุตสาหกรรมเคมีและการเกษตร

สารหนูยังถูกใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เพื่อกำจัดแมลงในภาคเกษตรกรรมมากมาย อาทิเช่น ยาฆ่าแมลง สารกันปลวก และสารเคลือบไม้ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อราและกำจัดแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อความรู้ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมพัฒนาขึ้น การใช้สารหนูในลักษณะเหล่านี้จึงถูกจำกัดและควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อมนุษย์และธรรมชาติ 

3. อุตสาหกรรมยาและการแพทย์

ประโยชน์ของสารหนูไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เคมีและการเกษตรเท่านั้น แต่สารหนูยังมีบทบาทในวงการแพทย์อย่างน่าทึ่ง โดยการนำ As₂O₃ หรือ สารหนูไตรออกไซด์ (Arsenic Trioxide) มาใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด โดย As₂O₃ เป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ การนำมาใช้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและการดูแลของแพทย์อย่างรัดกุมเท่านั้น

สารหนูกับแร่ทองคำ ความสัมพันธ์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

เหมืองทองคำในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยในบางแหล่ง อาจพบแร่อาร์เซโนไพไรต์ ซึ่งเป็นแร่ธรรมชาติที่มีสารหนูเป็นองค์ประกอบหลัก ร่วมอยู่ในหินและสินแร่อื่น ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาตั้งแต่ยุคเก่าก่อน กระบวนการทำเหมืองทองคำจึงไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดสารหนูโดยตรง แต่สารหนูสามารถสะสมอยู่ในแร่ที่มีความสัมพันธ์กับทองคำ สิ่งสำคัญคือการจัดการและการควบคุมสารหนูในระหว่างการทำเหมืองและการผลิตทองคำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำเหมืองในยุคใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงการขุดแร่เพื่อนำทรัพยากรมาใช้ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติและสังคมอย่างรอบด้าน ซึ่งอัคราให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการแหล่งแร่อย่างรัดกุม แม้ว่าสายแร่ของเหมืองทองคำชาตรี จะเป็นแหล่งแร่ทองคำที่ไม่สัมพันธ์กับอาร์เซโนไพไรต์ หรือแร่โลหะเป็นพิษอื่น ๆ ก็ตาม โดยดำเนินงานด้วยแนวทางที่รับผิดชอบ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมกับการรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีค่าถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
แม้สารหนูมักจะถูกจดจำในฐานะธาตุที่มีความเสี่ยงและต้องใช้อย่างระมัดระวัง แต่หากพิจารณาอย่างรอบด้านจะพบว่าสารหนูเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว และมีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีอย่างมาก การนำมาใช้อย่างมีวิจารณญาณ ภายใต้การควบคุมที่เคร่งครัดและความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่เพียงส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรม แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเป็นแนวทางสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่และชุมชนให้เติบโตควบคู่กันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เบื้องหลังการสกัดทองคำกับนวัตกรรมระดับโลก สู่เส้นทางทองคำบริสุทธิ์

ทองคำ’ แร่ล้ำค่าที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมานานนับพันปี ปัจจุบันถือเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ทั่วทุกมุมโลก แต่ทว่ากว่าจะได้มาซึ่งสินทรัพย์อันล้ำค่านี้ต้องผ่านกระบวนการสกัดอันซับซ้อน และต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก ‘เบื้องหลังการสกัดทองคำกับนวัตกรรมเหมืองแร่มาตรฐานสากล’ ณ เหมืองแร่ทองคำชาตรี ของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือที่คุ้นหูกันในนามเหมืองทองอัครา ที่ใช้นวัตกรรมทันสมัย เพื่อให้ได้มาซึ่งทองคำบริสุทธิ์อย่างยั่งยืน

จากสินแร่สู่ทองคำบริสุทธิ์ เส้นทางที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีขั้นสูง

หลายคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ “ไซยาไนด์” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการสกัดทองคำ และอาจมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เหมืองแร่ทองคำชาตรี เราเข้าใจและตระหนักถึงความกังวลเหล่านี้ จึงให้ความสำคัญกับการควบคุมและจัดการสารเคมีอย่างปลอดภัย โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย ภายใต้การดูแลของนักธรณีวิทยา วิศกรเหมืองแร่และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

เปิดโลกนวัตกรรมและเทคโนโลยี หัวใจแห่งการขับเคลื่อนเหมืองแร่ทองคำชาตรี

เบื้องหลังการสกัดทองคำ สู่เส้นทางทองคำบริสุทธิ์

ที่เหมืองทองอัครา หัวใจสำคัญของการทำเหมืองแร่ทองคำอย่างยั่งยืน คือ “นวัตกรรมและเทคโนโลยี” เรามุ่งมั่นพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการทำเหมืองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ จึงได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตของเรามีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมเหมืองแร่ที่เรานำมาใช้มีดังนี้

1. โดรน LiDAR เทคโนโลยี 3 มิติ เปลี่ยนโฉมการสำรวจเหมือง

ISOtainer เป็นระบบผสมไซยาไนด์อัตโนมัติ

ก่อนเริ่มขุดเจาะ เราต้องรู้จักพื้นที่ให้ดีที่สุด อัคราจึงใช้เทคโนโลยี LiDAR (Light Detection and Ranging) ที่ติดตั้งบนโดรนซึ่งเปรียบเสมือน ‘ตาวิเศษ’ ที่จะปล่อยคลื่นอินฟราเรดลงสู่พื้นดินเพื่อวัดระยะเวลาที่แสงสะท้อนกลับมา ในการคำนวณหาระยะทาง นำมาสร้างเป็นภาพ 3 มิติของพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง 

ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างแม่นยำแม้ในพื้นที่ป่ารกทึบ แสงน้อย หรือมีภูมิประเทศซับซ้อน ช่วยให้นักธรณีวิทยาวางแผนการทำเหมืองได้อย่างละเอียด ระบุตำแหน่งและประเมินปริมาณแหล่งแร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เหมือง (เช่น การทรุดตัว / พังทลายของดิน) ลดการขุดเจาะที่ไม่จำเป็น ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. บ่อกักเก็บหางแร่ (TSF) ระบบปิด ป้องกันการรั่วไหล (Zero Leakage)

บ่อกักเก็บหางแร่ (TSF) ระบบปิด ป้องกันการรั่วไหล (Zero Leakage)

อัคราให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของบ่อกักเก็บกากแร่ (TSF) โดยออกแบบให้เป็นระบบปิด ป้องกันการรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม (Zero Leakage) โดยบ่อกักเก็บหางแร่ของเราได้รับการออกแบบ ควบคุมการก่อสร้าง และตรวจสอบโดย Knight Piésold บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมชั้นนำระดับโลก

การก่อสร้างเริ่มต้นตั้งแต่การปรับหน้าดิน กำจัดรากไม้และลอกหน้าดินออกจนถึงหน้าดินแข็ง จากนั้นบดอัดดินเหนียวและดินลูกรังที่มีความสามารถในการซึมผ่านต่ำให้ทั่วพื้นที่บ่อ แล้วจึงปูพื้นและผนังของบ่อด้วยแผ่น HDPE Geomembrane แผ่นพลาสติกชนิดพิเศษที่มีความหนาแน่นสูง เหนียว ทนทานต่อสารเคมีและป้องกันการรั่วซึมได้อย่างดีเยี่ยม และวางระบบระบายน้ำและถมดินทับ พร้อมทำคันดินจากดินเหนียวที่เสริมด้วยหิน ซึ่งทุกขั้นตอนออกแบบและควบคุมโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด

3. น้ำทุกหยด… หมุนเวียนไม่สิ้นสุด

การบำบัดน้ำ

น้ำในบ่อกักเก็บหางแร่ของอัคราไม่ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ แต่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 100% ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง

โดยหางแร่จากกระบวนการผลิตจะยังมีไซยาไนด์หลงเหลืออยู่และจะถูกส่งไปบำบัดในถังชะล้างไซยาไนด์ ซึ่งจะลดความเข้มข้นของไซยาไนด์ลงให้มีปริมาณน้อยกว่า 20 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ตามข้อกำหนด โดยเทียบเท่าใกล้เคียงกับปริมาณไซยาไนด์ในหน่อไม้ กาแฟ หรือเกลือ ก่อนจะถูกลำเลียงผ่านท่อไปยังบ่อกักเก็บหางแร่ ไซยาไนด์ที่หลงเหลืออยู่ในบ่อกักเก็บหางแร่จะแตกตัวและระเหยไปเมื่อสัมผัสกับแสงแดดและออกซิเจน สุดท้ายน้ำที่ผ่านการบำบัดจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต 

ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำดิบได้มากถึง 307,679 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน เรียกได้ว่าเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ได้อีกด้วย 

4. นวัตกรรมระเบิดแบบหน่วงเวลา ลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นวัตกรรมระเบิดแบบหน่วงเวลา

อัคราใช้เทคนิคการระเบิดแบบหน่วงเวลา มาใช้ในการทำเหมือง เพื่อช่วยลดแรงสั่นสะเทือน เสียง และฝุ่นละอองที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการทำเหมือง ให้อยู่ในระดับปลอดภัยตามมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ อัครายังได้ติดตั้งเครื่องวัดระดับเสียงรอบโครงการ 9 จุด โดยระดับเสียงเฉลี่ยอยู่ที่ 50 เดซิเบล ซึ่งเป็นไปตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนด และติดตั้งเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนไว้ในหมู่บ้านใกล้เคียง 7 แห่ง โดยผลการประเมินแรงสั่นสะเทือนอยู่ในเกณฑ์ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์กำหนด รวมถึงมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศและฝุ่นอย่างสม่ำเสมอ 

5. ISOtainer ระบบจัดการไซยาไนด์อัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย

ISOtainer ระบบจัดการไซยาไนด์อัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย

ในการสกัดทองคำ ไซยาไนด์เป็นสารเคมีที่มีบทบาทสำคัญ แต่ก็เป็นสารที่ต้องได้รับการจัดการอย่างระมัดระวังสูงสุด อัคราจึงนำระบบ ISOtainer มาใช้เพื่อควบคุมการผสมและใช้งานไซยาไนด์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบนี้ทำงานในรูปแบบ Closed-loop system หรือระบบปิด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลและป้องกันการสัมผัสสารเคมีโดยตรงของพนักงาน

ISOtainer เป็นระบบผสมไซยาไนด์อัตโนมัติควบคุมอัตราส่วนการผสมไซยาไนด์กับน้ำตามที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ ทำให้ได้สารละลายไซยาไนด์ที่มีความเข้มข้นสม่ำเสมอพร้อมใช้งาน จากนั้นสารละลายนี้จะถูกส่งไปยังกระบวนการสกัดทองคำโดยตรง อีกทั้งการใช้ ISOtainer ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขนย้าย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการสัมผัสสารเคมีโดยตรงของพนักงาน ลดโอกาสในการรั่วไหล หรือสัมผัสโดยไม่จำเป็น 

มากกว่าเทคโนโลยีคือความรับผิดชอบ นวัตกรรมเหมืองทองที่อัคราจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือความรับผิดชอบที่ฝังอยู่ในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน เรามุ่งมั่นที่จะเป็นเหมืองแร่ที่ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน 

และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของเบื้องหลังเส้นทางสู่ทองคำบริสุทธิ์ของเหมืองทองอัครา ที่พร้อมพิสูจน์ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการดูแลสิ่งแวดล้อม สามารถเดินเคียงคู่กันไปได้ด้วยนวัตกรรมเหมืองทองที่ทันสมัย ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมและความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

คาร์บอนเครดิต โครงการพลิกวิกฤต “โลกร้อน” สู่โลกที่สดใสอย่างยั่งยืน

เราทุกคนรู้กันดีว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งปัจจุบันทุกภาคส่วนต่างกำลังแสวงหาแนวทางจัดการปัญหานี้อย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือโครงการ “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นโครงการที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งจากภาคองค์กรและบุคคลทั่วไปทั่วโลก สำหรับใครที่สงสัยว่าคาร์บอนเครดิตคืออะไร มีโครงการอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง และใครบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากกลไกนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับเรื่องราวของคาร์บอนเครดิตกัน 

คาร์บอนเครดิตคืออะไร สำคัญอย่างไร ?

ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การหายไปของผืนป่าจากการตัดไม้ หรือควันจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรม คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีว่าเป็นตัวการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น ดังนั้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ในภาคส่วนต่าง ๆ หลายองค์กรจึงนำกลไกที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)” มาปรับใช้ ซึ่งเปรียบเสมือนตลาดที่เปิดโอกาสให้องค์กร หรือโครงการต่าง ๆ สามารถ ‘ซื้อ’ สิทธิ์ในการปล่อยก๊าซ หรือ ‘ขาย’ เครดิตที่ได้จากการลดหรือกักเก็บคาร์บอนของตนเองได้ โดยแนวคิดนี้มักดำเนินควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบ เช่น โครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization) และของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product) รวมถึงโครงการที่สร้างเครดิตได้โดยตรงอย่าง โครงการป่าชุมชนเพื่อคาร์บอนเครดิต 

คาร์บอนเครดิตคืออะไร สำคัญอย่างไร

ซึ่งแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากความพยายามในการแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ข้อตกลงนานาชาติ เช่น พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในปี 1997 ที่กำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปิดโอกาสให้ใช้กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมถึงข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2015 ที่มุ่งเน้นให้ทุกประเทสมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอน โดยสามารถใช้คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือในการชดเชยการปล่อยก๊าซ

เรียกได้ว่าคาร์บอนเครดิตมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการสร้างมูลค่าให้กับการลดมลพิษ และช่วยให้ประเทศ หรือองค์กรต่าง ๆ สามารถบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนที่ตั้งไว้ได้อีกด้วย

โครงการคาร์บอนเครดิต ใคร “ได้” ใคร “เสีย” บ้าง ? 

สำหรับโครงการคาร์บอนเครดิตนี้ แม้จะเป็นโครงการที่ดีต่อโลกของเรา แต่ก็มีทั้งกลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์และเสียผลประโยชน์อยู่ ดังนี้

ใคร “ได้” (ประโยชน์ที่ได้รับ)องค์กร หรือโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซฯ เช่น กลุ่มพลังงานทดแทน หรือโครงการปลูกป่า เป็นต้น จะได้รับรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ประเทศกำลังพัฒนา สามารถสร้างรายได้จากการดำเนินโครงการลดก๊าซฯ ภายใต้กลไกข้อตกลงระหว่างประเทศองค์กรที่ต้องการชดเชยคาร์บอน สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซฯ ของตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน
ใคร “เสีย” (ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น)องค์กรที่ปล่อยก๊าซฯ สูง อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นหากต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยส่วนที่เกินกำหนด หรือต้องลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอุตสาหกรรมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นต้นธุรกิจขนาดเล็ก อาจไม่สามารถลงทุนในโครงการคาร์บอนเครดิตได้ ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่

ทำอย่างไรถึงจะได้ “คาร์บอนเครดิต” ?

การที่จะได้รับคาร์บอนเครดิตนั้น จะต้องดำเนินโครงการที่สามารถสร้างเครดิตในการลดหรือกักเก็บคาร์บอน หรือก๊าซเรือนกระจกได้อย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ ซึ่งเรามีตัวอย่างโครงการมาให้ โดยบุคคลทั่วไปหรือแม้กระทั่งองค์กรต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้

โครงการคาร์บอนเครดิต
  • กลุ่มพลังงานทดแทน
    • องค์กร: ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
    • คนทั่วไป: ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง
  • การอนุรักษ์พลังงาน
    • องค์กร: เปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงานในสำนักงานและโรงงาน ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานน้อยลง
    • คนทั่วไป: เปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ปั่นจักรยาน หรือใช้ขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัวในบางโอกาส
  • การจัดการของเสีย
    • องค์กร: นำก๊าซชีวภาพจากขยะมาผลิตไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซมีเทน นำขยะไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะที่จะถูกนำไปฝังกลบและทำให้เกิดก๊าซมีเทน
    • คนทั่วไป: คัดแยกขยะรีไซเคิล ทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบและลดการปล่อยก๊าซมีเทน
  • การปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ
    • องค์กร: สนับสนุนหรือดำเนินโครงการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่เหมาะสม รวมทั้งสนับสนุนแหล่งเพาะพันธุ์ต้นกล้าต่าง ๆ 
    • คนทั่วไป: สร้างพื้นที่สีเขียวในบ้าน หรือชุมชน 

เหมืองทองอัครา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่ความยั่งยืน 

ถึงแม้จะยังไม่มีโครงการคาร์บอนเครดิตโดยตรง เหมืองทองอัครา ยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เรามีโครงการและแนวทางปฏิบัติมากมายที่ช่วยลด หรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกและแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ที่ช่วยลดผลกระทบและดูแลโลก ได้แก่

  • โครงการปลูกไม้ 1 ล้านต้นกับคนเหมือง: ที่เราตั้งเป้าปลูกต้นไม้ 1,000,000 ต้น เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวและช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก
  • พลังงานสะอาด: ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ในการดำเนินงาน
  • Solar Rooftop: ที่อาคารสำนักงานอัคราเพื่อนชุมชนและสำนักงานสำรวจ เราได้มีติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดไว้ใช้ภายใน ที่จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว ลดปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า และลดสภาวะการเกิดก๊าซเรือนกระจกในทางอ้อมได้
  • การจัดการของเสีย: มีระบบจัดการขยะและชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการเกิดการก๊าซมีเทน
  • วางแผนการทำเหมือง: ออกแบบและจัดการการทำเหมืองที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการ

จากความมุ่งมั่นที่ต่อยอดด้วยการลงมือทำ นำไปสู่การได้รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว รางวัลสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐาน (CSR-DPIM) ประจำปี 2567 จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นเครื่องยืนยันถึงที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องของเราทุกคน และแนวคิดโครงการคาร์บอนเครดิตก็เรียกว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ หรือประชาชนทั่วไป ต่างก็มีบทบาทในการสร้างและใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตได้ มาร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนด้วยการทำความเข้าใจและสนับสนุนกลไกคาร์บอนเครดิตกัน

อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับภารกิจสีเขียว เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติรอบเหมืองทองคำกับอัครา

แสงแดดที่สาดส่องไม่ได้มีเพียงประกายของทองคำที่สะท้อนกลับ แต่ยังฉายให้เห็นถึงความเขียวขจีของผืนป่าที่กำลังเติบโต ณ เหมืองแร่ทองคำชาตรี ที่บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เราไม่ได้มองแค่การขุดทรัพยากรเพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เราให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูและส่งเสริมระบบนิเวศที่สมบูรณ์และยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าการคืนสมดุลให้กับธรรมชาติคือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ที่สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการทำเหมืองแร่และพัฒนาอุตสาหกรรมได้ 

เมื่อการสำรวจแร่สิ้นสุด… การฟื้นฟูพื้นที่ก็เริ่มต้นขึ้น ร่วมติดตามแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่หลังการขุดเจาะสำรวจแร่กับภารกิจสีเขียวของอัครา ที่คืนชีวิตให้ธรรมชาติและสร้างคุณค่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืนได้ที่นี่

จากผืนดินที่ถูกขุดเจาะ สู่ข้อมูลธรณีวิทยาอันล้ำค่า 

ทุกครั้งที่เครื่องจักรเจาะลงไปใต้ผืนดินไม่ใช่เพียงแค่การค้นหาแร่ทองคำ แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ขุมทรัพย์แห่งข้อมูลทางธรณีวิทยาอันล้ำค่าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อัคราตระหนักดีว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่สมบัติของบริษัทฯ แต่เป็นสมบัติของแผ่นดินที่ควรจะแบ่งปันให้กับชุมชน ก่อนเริ่มการขุดเจาะเพื่อสำรวจแร่นั้น เราจะดำเนินการขออนุญาตตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง เริ่มจากการขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ รวมถึงได้รับความยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและหน่วยงานในท้องที่นั้น ๆ อย่างครบถ้วนเสียก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการขุดเจาะสำรวจ

อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับภารกิจสีเขียว เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติรอบเหมืองทองคำกับอัคราฯ

โดยปกติแล้วการสำรวจจากด้านบนหรือผิวดิน เราจะได้ข้อมูลทางธรณีวิทยาเพียงแค่ความกว้างและยาว แต่การขุดเจาะจะเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกอีกมิตินั่นก็คือความลึก ซึ่งข้อมูลจากการขุดเจาะนี้จะถูกนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อศึกษาองค์ประกอบของแร่ธาตุต่าง ๆ ในดิน ที่นอกจากการนำไปใช้กับภาคอุตสาหกรรมเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรด้วย เพราะช่วยให้เกษตรกรเข้าใจสภาพดินในบริเวณของตนเองและใกล้เคียงได้มากขึ้น สามารถเลือกใช้ปุ๋ยและวิธีปรับปรุงคุณภาพดินได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการขุดเจาะสำรวจแร่ยังสามารถนำไปใช้ในการสำรวจ และพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน โดยอัคราพร้อมแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

พลิกฟื้นผืนดิน คืนชีวิตให้ป่า กับโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากอัครา “ปลูกไม้ 1 ล้านต้นกับคนเหมือง”

ฟื้นฟูพื้นที่สำรวจแร่ (with TH sub)

เพราะอัคราเชื่อว่าหนึ่งในการให้ที่ดีที่สุด คือการคืนชีวิตให้กับธรรมชาติ เราจึงริเริ่มโครงการ “ปลูกไม้ 1 ล้านต้นกับคนเหมือง” ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพลิกฟื้นผืนดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าและสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน โครงการนี้ไม่ใช่แค่การคืนพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพจากการสำรวจแร่ แต่คือการ ‘สร้างป่า’ โดยร่วมมือกับสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ (ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้) ในการสนับสนุนงบประมาณในการเพาะกล้าไม้และแจกจ่ายให้กับหน่วยงาน องค์กร และประชาชนทั่วไปที่สนใจจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสีเขียวนี้

ซึ่งอัคราตั้งเป้าที่จะสนับสนุนการเพาะกล้าไม้รวมทั้งสิ้น 1 ล้านต้น โดยจะเน้นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น พะยูง สัก ประดู่ พะยอม ไผ่ มะขามป้อม มะค่าโมง พฤกษ์ ต้นรัง ยางนาและหว้า เพื่อให้มั่นใจว่าต้นไม้ทุกต้นจะเติบโตแข็งแรงและเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าได้อย่างยั่งยืน

และถึงแม้ว่าเป้าหมาย 1 ล้านต้น อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ แต่อัคราเชื่อมั่นในพลังแห่งความร่วมมือ เราเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการได้ เพียงนำบัตรประชาชนและสำเนาโฉนดที่ดินมายื่นที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ ก็สามารถขอรับกล้าไม้ไปปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ทันที

ปลูกไม้ 1 ล้านต้นกับคนเหมือง
ปลูกต้นไม้ อนุรัหษ์สิ่งแวดล้อม
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชน
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชนของอัครา

ความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชนของอัครา ได้รับการยอมรับในระดับประเทศกับรางวัลสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐาน (CSR-DPIM) ประจำปี 2567 จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่า การทำเพื่อสังคมผ่านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการทำเหมืองแร่ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปลูกป่าทดแทน แต่คือการ ‘สร้างสมดุล’ ระหว่างการใช้ทรัพยากรและการดูแลรักษา เพื่อให้ ‘คน ป่า และเหมืองแร่’ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

อัครา สำรวจอย่างรู้คุณค่า เดินหน้า “สร้าง” อนาคตที่ยั่งยืนแก่ธุรกิจ ชุมชน และโลกของเรา 

เพราะแร่ทองคำคือจุดเริ่ม ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความรับผิดชอบ

ทำความรู้จักระบบบำบัดน้ำเสีย สู่การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่อย่างยั่งยืน

น้ำ คือ ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิต ทั้งการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันไปจนถึงการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่เมื่อน้ำถูกใช้งานแล้ว สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ‘น้ำเสีย’ ซึ่งมักปนเปื้อนด้วยสารอินทรีย์  สารเคมี และสิ่งเจือปนอื่น ๆ หากปล่อยทิ้งโดยไม่มีการบำบัดน้ำที่เหมาะสมก่อน น้ำเสียนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สุขภาพของมนุษย์และคุณภาพแหล่งน้ำในระยะยาว 

แล้วเราจะจัดการกับน้ำเสียอย่างไร ? บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียโดยทั่วไปว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง พร้อมนำเสนอแนวทางการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ที่ยึดถือมาตรฐานสากลและแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งผลให้อัคราสามารถจัดการทรัพยากรน้ำทุกหยดได้อย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

น้ำเสียมาจากไหน ? ทำไมต้องบำบัดน้ำเสีย ?

น้ำเสีย (Wastewater) คือ น้ำที่ผ่านการใช้งานแล้วและมีสิ่งปนเปื้อน จนไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ทันที โดยแหล่งกำเนิดของน้ำเสียสามารถจำแนกได้เป็นหลายประเภท เช่น

  • น้ำเสียชุมชน: เกิดจากบ้านเรือน อาคาร ร้านค้า โดยมักเป็นน้ำจากการอาบน้ำ ซักล้าง ทำอาหาร หรือขับถ่าย เป็นต้น
  • น้ำเสียอุตสาหกรรม: เกิดจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การล้างอุปกรณ์ การหล่อเย็น หรือการผลิตสินค้า เป็นต้น
  • น้ำเสียเกษตรกรรม: มาจากการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอาจปนเปื้อนด้วยปุ๋ย ยาฆ่าแมลง หรือมูลสัตว์

หากน้ำเสียไม่ได้รับการบำบัดอย่างเหมาะสมก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์และสัตว์ รวมถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ โดยผลกระทบจากน้ำเสียมีหลายด้าน ดังนี้

  • แหล่งน้ำขาดออกซิเจน สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอยู่รอดได้
    สารอินทรีย์ในน้ำเสียจะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลาย โดยกระบวนการนี้ต้องใช้ออกซิเจนในน้ำ เมื่อออกซิเจนหมดลง น้ำจะส่งกลิ่นเหม็นและสิ่งมีชีวิตในน้ำไม่สามารถอยู่รอดได้ 
  • แหล่งแพร่กระจายเชื้อโรค น้ำที่เน่าเสียสามารถกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคชั้นดี ซึ่งทำให้เกิดโรคระบาดได้
  • สารปนเปื้อนตกค้างในแหล่งน้ำและห่วงโซ่อาหาร สารปนเปื้อนตกค้างในน้ำเสียอาจไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และสะสมในพืชน้ำ สัตว์น้ำ หรือเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพของทั้งคนและสัตว์ในระยะยาว 
  • ทำลายทัศนียภาพ แหล่งน้ำที่เน่าเสียไม่เพียงแต่ดูไม่น่ามอง แต่ยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ ส่งผลต่อแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือเส้นทางคมนาคมทางน้ำ

เส้นทางสู่สายน้ำสะอาด กระบวนการบำบัดน้ำเสียเป็นอย่างไร

การบำบัดน้ำเสียเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย โดยทั่วไประบบบำบัดน้ำเสียแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

1. บำบัดขั้นต้น (Primary Treatment) กำจัดของแข็งและสิ่งที่ไม่ละลายน้ำ

ขั้นตอนแรกของการบำบัดน้ำเสียมุ่งเน้นที่การแยกสิ่งสกปรกขนาดใหญ่และอนุภาคที่ไม่ละลายน้ำออกจากน้ำเสีย เช่น เศษขยะ เศษไม้ ใบไม้ และทราย โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ได้แก่

  • ตะแกรงดักขยะ: สำหรับแยกของแข็งขนาดใหญ่ออกจากน้ำเสีย
  • การตกตะกอน: ให้น้ำไหลผ่านถังตกตะกอนช้า ๆ เพื่อให้ตะกอนที่หนักกว่าน้ำจมลง
  • ถังดักไขมัน: สำหรับแยกไขมันและน้ำมัน (หากมี) ออกจากน้ำ 

2. บำบัดขั้นที่สอง (Secondary Treatment) กำจัดสิ่งสกปรกที่ละลายในน้ำ

หลังจากผ่านการบำบัดน้ำเสียขั้นต้นมาแล้ว น้ำเสียยังคงมีของแข็งแขวนลอยขนาดเล็กและสารอินทรีย์ทั้งที่ละลายและไม่ละลายในน้ำเหลือค้างอยู่ การบำบัดขั้นที่สองจึงต้องใช้การบำบัดทางชีวภาพเข้ามาช่วย โดยเน้นการใช้จุลินทรีย์ที่อยู่ในสภาวะควบคุมได้ (ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย) ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ หรือกินสารอินทรีย์ได้รวดเร็วกว่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตัวอย่างระบบที่นิยมใช้ เช่น

  • Activated Sludge (AS): ใช้ถังกวนที่มีจุลินทรีย์แขวนลอย
  • Trickling Filter (TF): ให้น้ำเสียไหลผ่านตัวกลางที่มีจุลินทรีย์เกาะอยู่
  • Rotating Biological Contactor (RBC): ใช้จานหมุนที่มีจุลินทรีย์เกาะอยู่
  • บ่อบำบัด: ใช้บ่อธรรมชาติ หรือบ่อที่สร้างขึ้น

จากนั้นน้ำที่ผ่านการบำบัดด้วยจุลินทรีย์แล้ว จะไหลเข้าสู่ถังตกตะกอนอีกครั้ง เพื่อแยกตะกอนจุลินทรีย์ (ตะกอนชีวภาพ) ออกจากน้ำ 

3. บำบัดขั้นสูง (Tertiary Treatment หรือ Advanced Treatment) กำจัดสิ่งที่เหลืออยู่ ปรับปรุงคุณภาพน้ำ

ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำจัดสารอาหาร (ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส) สาหร่าย ไข่พยาธิ ตัวอ่อนสัตว์ซึ่งเป็นพาหะนําโรค สี สารแขวนลอยที่ตกตะกอนยาก สิ่งเจือปนซึ่งไม่สามารถถูกกำจัดได้ในกระบวนการบำบัดก่อนหน้านี้ เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดียิ่งขึ้นเพียงพอที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ได้ ซึ่งรวมถึง

  • กำจัดฟอสฟอรัส ซึ่งมีทั้งวิธีการที่ใช้เคมีและแบบชีวภาพ
    • วิธีเคมี: เติมสารเคมี (เช่น สารส้ม หรือเฟอร์ริกคลอไรด์) เพื่อให้ฟอสฟอรัสจับตัวกันและตกตะกอน
    • วิธีชีวภาพ: ใช้จุลินทรีย์พิเศษที่ดูดซับฟอสฟอรัสได้มาก ในระบบที่สลับระหว่างสภาวะ “มีอากาศ” และ “ไม่มีอากาศ” 
  • กำจัดไนโตรเจน โดยมีทั้งการใช้เคมี แต่ไม่นิยมใช้ และวิธีการชีวภาพที่สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้
  • Nitrification: เติมออกซิเจนในน้ำเสีย เพื่อให้จุลินทรีย์เปลี่ยนแอมโมเนียที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำ ให้กลายเป็นไนไตรต์และไนเตรตซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า
  • Denitrification: ตัดออกซิเจนในน้ำเสีย เพื่อให้จุลินทรีย์เปลี่ยนไนเตรต ซึ่งยังคงอยู่ในน้ำเสีย ให้กลายเป็นก๊าซไนโตรเจนที่ไม่มีพิษและระเหยออกสู่บรรยากาศ 
  • กำจัดทั้งฟอสฟอรัสและไนโตรเจนร่วมกันโดยกระบวนการทางชีวภาพ: เป็นระบบที่ใช้สภาวะมีอากาศและไม่มีอากาศสลับกัน เพื่อให้จุลินทรีย์ทำหน้าที่ย่อยสลายทั้งไนโตรเจนและฟอสฟอรัสไปพร้อม ๆ กัน โดยต้องมีการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างแม่นยำ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการออกแบบและควบคุมการทำงาน
  • กรอง: เป็นการใช้ตัวกลางในการกรอง เช่น ทราย กรวด หรือ Membrane (เช่น Ultrafiltration) กรองสิ่งสกปรกขนาดเล็ก หรือสารแขวนลอยที่ตกตะกอนยาก ทำให้น้ำใสขึ้น
  • ดูดซับ: มักจะใช้ถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) ที่มีรูพรุนสูง ดูดซับสารอินทรีย์ สารเคมี สี และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกจากน้ำ

เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียมาตรฐานสากล ที่เหมืองทองอัครา 

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการน้ำเสียอย่างมีความรับผิดชอบ และมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่เหมืองทองอัคราเราจึงนำระบบการบำบัดน้ำเสียมาตรฐานสากลมาใช้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

  • Zero Discharge: หัวใจสำคัญ คือ ‘ไม่มีการปล่อยน้ำออกนอกพื้นที่’ (Nil-release) น้ำจากกระบวนการผลิต รวมถึงจากบ่อกักเก็บหางแร่ จะถูกนำมาหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 100%
  • Zero Leakage: มั่นใจได้ในความปลอดภัยสูงสุดของบ่อกักเก็บหางแร่ ที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานวิศวกรรมสากล ปูพื้นบ่อด้วยแผ่น HDPE ที่มีความทนทานสูง พร้อมระบบระบายน้ำใต้ดินและระบบตรวจสอบที่ทันสมัยเพื่อป้องกันการรั่วซึมอย่างมีประสิทธิภาพ
  • กระบวนการผลิตแบบ Closed Lock: ควบคุมการใช้สารเคมีภายในกระบวนการผลิตอย่างรัดกุม ป้องกันการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม 
  • Water Recycling: มีการติดตั้งหอระบายน้ำไว้กลางบ่อกักเก็บหางแร่ เพื่อสูบน้ำที่ผ่านการรีไซเคิลแล้วกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำดิบได้ถึง 307,679 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่โดยรอบได้อีกด้วย

มากกว่าเทคโนโลยีคือความรับผิดชอบ… ที่เหมืองทองอัครา การดำเนินงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสกัดแร่ทองคำ แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างการบำบัดน้ำเสีย โดยนำน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัด รีไซเคิลให้กลับมาใช้ใหม่ภายในโรงงาน เพื่อลดการใช้น้ำดิบและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทั้งในเหมืองและในพื้นที่โดยรอบมีคุณภาพตามมาตรฐาน

‘การบำบัดน้ำเสีย’ อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่เราได้หยิบมาฝากทุกคน เพราะ ‘น้ำ’ คือทรัพยากรจากธรรมชาติอันล้ำค่า นอกจากการรู้คุณค่าและใช้อย่างประหยัดซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่เราทุกคนมีต่อโลกใบนี้แล้ว การบริหารจัดการน้ำก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

‘การบำบัดน้ำเสีย’ อย่างมีประสิทธิภาพ คือหนึ่งในพันธกิจของเหมืองทองอัครา เรามุ่งมั่นใส่ใจและให้ความสำคัญในการจัดการน้ำเสียด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างรับผิดชอบ เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และสร้างความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศในระยะยาว

แบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต ความรับผิดชอบต่อชุมชนจากอัครา ที่ส่งต่อถึงชุมชนรอบเหมือง

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ไม่เพียงดำเนินธุรกิจเหมืองทองคำตามมาตรฐานสากล แต่ยังมุ่งมั่นเป็น ‘เพื่อนคู่คิด’ และ ‘ผู้ร่วมพัฒนา’ ชุมชนโดยรอบด้วยปณิธานอันแน่วแน่ที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา เราได้จัดทำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สุขภาพ การสร้างอาชีพ และการดูแลสิ่งแวดล้อมที่สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล พร้อมดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง
ด้วยวิสัยทัศน์ด้าน การทำเหมืองทองคำอย่างรับผิดชอบ และ การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน อัครามุ่งมั่นดำเนินโครงการที่ช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนโดยรอบ พร้อมผลักดันแนวทางการทำเหมืองที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับส่วนหนึ่งของโครงการและกิจกรรมพัฒนาสังคม ซึ่งอัครามุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนเพื่อมอบให้ชุมชนและสังคมได้รับสิ่งดี ๆ อย่างยั่งยืน

แบ่งปันความสำเร็จสู่ชุมชน หลากหลายโครงการความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

เติมความรู้ สร้างอนาคต

อัคราเชื่อว่า “การศึกษา” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนา จึงเปิดพื้นที่เหมืองให้เป็น “ห้องเรียนนอกตำรา” เปิดโอกาสให้เยาวชนและผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ สัมผัสประสบการณ์จริงและนำความรู้ไปต่อยอดพัฒนาตนเองและชุมชน โดยส่งบุคคลากรที่มากด้วยความสามารถมาเป็นผู้มอบความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับทุกคน

  • ครูเหมืองอาสา’ พลังแห่งการให้…จากใจชาวอัครา โครงการดี ๆ จากพนักงานอัคราที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ ร่วมเป็น ‘ครูอาสา’ ถ่ายทอดความรู้เสริมทักษะภาษาอังกฤษให้เด็ก ๆ ในโรงเรียนรอบเหมือง ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านคีรีเทพนิมิต, โรงเรียนไทยรัฐวิทยา, โรงเรียนบ้านทุ่งยาว, โรงเรียนบ้านวังขวัญและโรงเรียนบ้านวังชะนาง ด้วยการเข้าไปทำการสอนโรงเรียนละ 40 ชั่วโมง หรือเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งด้านภาษา หวังเปิดประตูสู่โลกกว้างให้เด็ก ๆ  
  • โครงการ “อัคราสานฝันปันปัญญา” บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ สู่ต้นกล้าแห่งอนาคต มอบโอกาสให้เยาวชน อายุ 5-12 ปี ใน 28 หมู่บ้านรอบเหมือง ได้พัฒนาทักษะรอบด้านกับครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในช่วงปิดเทอมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  เพื่อเสริมสร้างจินตนาการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และค้นพบศักยภาพในตนเองตั้งแต่วัยเยาว์
    • วิชาภาษาอังกฤษ 
    • วิชาภาษาจีน 
    • วิชาดนตรีไทย  
    • วิชาดนตรีสากล (อูคูเลเล่) 
    • วิชาศิลปะ 
    • วิชาศิลปะการป้องกันตัว (มวยไทย) 

ไม่เพียงเท่านั้น อัครายังเข้าไปช่วยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับการเรียนการสอน สนับสนุนบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเพิ่มเติม สนับสนุนสื่อการเรียนการสอนและเครื่องแต่งกาย รวมถึงการสนับสนุนโภชนาการที่ถูกหลักเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียน นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีข้อจำกัด

สุขภาพดี ชีวีมีสุข

อัคราตระหนักดีว่า “สุขภาพที่ดี” คือต้นทุนชีวิตที่สำคัญสำหรับทุกวัย เราจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการที่ส่งเสริมสุขภาพของทุกคนในชุมชนรอบเหมืองอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกช่วงวัยตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพขั้นพื้นฐานไปจนถึงการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เพื่อต่อยอดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ส่งเสริมสุขภาพของทุกคนในชุมชนรอบเหมือง
  • โครงการ ‘เหมืองแร่ปลอดภัย ห่วงใยประชาชน’ เพราะสุขภาพที่ดีคือของขวัญล้ำค่า อัคราจึงดูแลประชาชนรอบเหมืองผ่าน กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ ที่อัครานำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 3% ของค่าภาคหลวงแร่ เพื่อเป็นงบประมาณในการจัดมหกรรมตรวจสุขภาพประจำปี ฟรี! ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง (เด็ก คนชรา สตรีมีครรภ์และผู้ป่วยเรื้อรังจากโรคไม่ติดต่อ) ที่อาศัยอยู่ในเขตรัศมี 5 กิโลเมตรจากพื้นที่เหมืองแร่ทองคำชาตรี การตรวจสุขภาพดำเนินการโดยทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญจาก วรรณาคลินิกแล็บ พร้อมให้ความรู้การดูแลสุขภาพโดยบุคลากรจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ เพื่อสร้างความอุ่นใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน
  • เติมสุข สร้างรอยยิ้ม กับโครงการ ‘สูงวัย ใจเป็นสุข ปลุกปัญญา’ อัคราร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร สนับสนุนกิจกรรมนันทนาการและการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้แก่ผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข และยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างภาคภูมิ  
  • เติมเต็มหัวใจ สุขล้นทั้งผู้ให้และผู้รับ อัคราร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนชมรมผู้สูงอายุตำบลเขาเจ็ดลูก ในการแสดงความเคารพและห่วงใยต่อผู้สูงวัย โดยจัดกิจกรรมเยี่ยมเยียนและอวยพรผู้สูงวัยที่อายุมากที่สุดในแต่ละหมู่บ้าน ในตำบลเขาเจ็ดลูก พร้อมมอบถุงกำลังใจ… สื่อรักจากใจแทนความห่วงใย  

สร้างอาชีพ สร้างรายได้

อัคราร่วมสร้างวิถีแห่งการพึ่งพาตนเอง ที่มากกว่าการให้ ‘ปลา’ แต่ให้ ‘เบ็ด’ และสอน ‘วิธีตกปลา’ ด้วยการสนับสนุนและจัดทำโครงการความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ ผ่านการสนับสนุนทั้งด้านอุปกรณ์ องค์ความรู้และการตลาด เพื่อให้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง มีรายได้ที่มั่นคงและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

  • เสริมพลังวิสาหกิจชุมชน กับอุตสาหกรรมดี อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน อัคราส่งเสริมความหลากหลายทางอาชีพ สนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรอบเหมือง (จำนวน 12 กลุ่ม) ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงการบริหารจัดการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่ชุมชน อาทิ กลุ่มสมุนไพร ‘ไพรหอม’ กลุ่มตัดเย็บพรมเช็ดเท้า ‘พมทอง’ กลุ่มหัตถกรรมจากหญ้าแฝก กลุ่มจักสานไม้ไผ่ กลุ่มเลี้ยงสุกร กลุ่มทำพริกแกง ‘ครกทอง’ กลุ่มทอผ้า กลุ่มเย็บผ้าวนและกลุ่มน้ำดื่ม 
  • คลินิกเกษตร เพื่อนคู่คิดเกษตรกรไทย อัคราเข้าใจดีว่า เกษตรกรรมคือรากฐานของชุมชน เราจึงจัดตั้ง “คลินิกเกษตร” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาดิน โดยเฉพาะปัญหาดินเปรี้ยวและดินขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญของอัคราลงพื้นที่สำรวจ วิเคราะห์ปัญหาดิน พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการปรับปรุงดินและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคง 
  • จากค่าภาคหลวง… สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน อัครามุ่งมั่นพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากโครงการที่ได้กล่าวถึง เรายังจัดสรรค่าภาคหลวงแร่และสมทบทุนเข้ากองทุนต่าง ๆ ได้แก่ กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ กองทุนฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ และกองทุนประกันความเสี่ยง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แก่ชุมชน โดยหนึ่งในโครงการที่ได้รับประโยชน์ คือ โครงการเลี้ยงกบและปลาดุก ที่บ้านใดน้ำขุ่น หมู่ 10 ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ซึ่งได้รับงบประมาณจาก ‘กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่’ เพื่อสนับสนุนการเลี้ยงกบ 6,000 ตัว ปลาดุก 5,900 ตัว พร้อมอาหารและบ่อซีเมนต์ 120 วง สร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกในชุมชนได้มากถึง 119 ครัวเรือน 

ไม่เพียงความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมในด้านการส่งเสริมอาชีพเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบสาธารณูปโภค ตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบประปาและไฟฟ้าหมู่บ้านในพื้นที่รอบเหมือง พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี

สร้างพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน

ก้าวข้ามขีดจำกัดของการทำเหมืองแร่ ด้วยการผสานแนวคิดการดูแลสิ่งแวดล้อมเข้ากับทุกกระบวนการดำเนินงาน ที่อัคราเรามองถึงอนาคตของโลก จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม โครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ เพื่อมอบโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

โครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
  • อัครา Green Mission ปลูก คืน ผืนป่าให้โลก ที่อัครา การพัฒนาอุตสาหกรรมสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน เราจึงขยายความรับผิดชอบ นอกเหนือจากการทำเหมืองแร่ สู่การ ‘ปลูก’ อนาคตสีเขียว ผ่านโครงการ ‘ปลูกต้นไม้กับคนเหมือง’ ที่ร่วมมือกับสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิจิตรและจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านการสนับสนุนงบประมาณและลงมือ ‘ปลูก’ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนป่า ลดภาวะโลกร้อนและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน 
  • ร่วมพลังป้องกันผืนป่าจากไฟร้อน นอกจากการปลูกเพื่อเสริมและฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวแล้ว ในปี 2567 (เดือนมกราคม – พฤษภาคม) ที่ผ่านมา อัครายังจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่าชุมชนถึง 10 แห่ง เพื่อช่วยรักษาผืนป่าและอนุรักษ์สัตว์ป่าให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ โดยร่วมมือกับศูนย์ป่าไม้พิจิตร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร และป่าชุมชนในพื้นที่ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถช่วยป้องกันไฟป่าบนเนื้อที่ป่าชุมชนได้ถึง 2,723 ไร่ พิทักษ์รักษาต้นไม้ไว้ได้ประมาณ 544,600 ต้น รวมถึงได้ร่วมกันเก็บเศษใบไม้กว่า 8,100 กิโลกรัม เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมักและใช้ประโยชน์ในการปลูกต้นไม้ช่วงฤดูฝนต่อไป 

ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทของอัครา ในการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม ทำให้เราได้รับรางวัลสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐาน (CSR-DPIM) ประจำปี 2567 จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของอัคราในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

อัครา รีซอร์สเซส เพื่อชุมชน

ร่วมติดตามเรื่องราวดี ๆ และก้าวไปกับเรา 

อัครา เพื่อชุมชน เพื่อสังคม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

เราเชื่อว่าอนาคตที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ เราจึงไม่เป็นเพียงแค่ผู้ประกอบการเหมืองแร่ แต่ยังเป็น ‘เพื่อน’ ที่พร้อมเติบโตเคียงข้างชุมชน มุ่งมั่นสร้างเหมืองแร่ต้นแบบ ที่ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ คำนึงถึงสมดุลของสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยตลอดไป

อัคราต้อนรับนักวิ่งนับพัน เช็คอินบ่อเหมืองรูปหัวใจ สานพลังชุมชนเพื่อการกุศล

คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอทับคล้อ (พชอ.) จับมือพันธมิตรภาคเอกชน นำโดย บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย บริษัท โลตัสฮอลวิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้าง จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด นะราชา การโยธาและเหมืองแร่ และห้างหุ้นส่วนจำกัด ท้ายดง เอ็กเพรส จัดงานวิ่งการกุศล “ทับคล้อ รัน ฟอร์ ไลฟ์” ซีซั่น 2 ภายใต้แนวคิด “วิ่งชมพระอาทิตย์ตกดิน” ดึงดูดนักวิ่งด้วยจุดเช็คอิน “บ่อเหมืองรูปหัวใจ” แลนด์มาร์กสำคัญของ “เหมืองแร่ทองคำชาตรี” เพื่อนำรายได้จากการกิจกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ผู้ยากไร้ ผู้พิการ และผู้ประสบภัยไฟไหม้ในพื้นที่

นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวระหว่างเปิดงานว่าจังหวัดพิจิตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืนกิจกรรมในวันนี้มีเป้าหมายเพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ผู้ยากไร้ ผู้พิการ และผู้ประสบภัยไฟไหม้ในอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ทั้งนี้ จังหวัดได้ให้การสนับสนุนโครงการและกิจกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมาโดยตลอด พร้อมเน้นย้ำบทบาทสำคัญของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนให้เติบโตควบคู่กับภาคธุรกิจ ในโอกาสนี้ ยังชื่นชมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนช่วยให้กิจกรรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

ด้านนายสุเมธ เมธีรัตนาพิพัฒน์ นายอำเภอทับคล้อ เปิดเผยว่า พชอ. ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน โดยนอกจากการสนับสนุนด้านงบประมาณแล้ว ยังร่วมกันปรับปรุงภูมิทัศน์ ทำความสะอาดพื้นที่ ติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลตามจุดต่าง ๆ ตลอดเส้นทางวิ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยกิจกรรมวิ่งการกุศลครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1,200 คน โดยแบ่งเส้นทางวิ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 3.9 กิโลเมตร 5.9 กิโลเมตร และ 10.9 กิโลเมตร ไฮไลต์สำคัญของงานคือเส้นทางวิ่งผ่าน “บ่อเหมืองรูปหัวใจ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่ทางอำเภอต้องการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่ง

อัครา ถือเป็นผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำแห่งเดียวในไทย จึงเป็นโอกาสอันดีที่ได้ต้อนรับประชาชนนับพัน ให้ได้ชมเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของเหมือง สะท้อนถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ที่บริษัทฯ ยึดมั่นมาโดยตลอด โดย นางสาวยุวธิดา พุกอ่อน ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และการพัฒนา กล่าวว่ากิจกรรมในครั้งนี้ เป็นสิ่งยืนยันให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างบริษัทฯ และชุมชน ตอกย้ำแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและสามัคคีและบริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตร และชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยมีเหมืองเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งวิสัยทัศน์นี้ยังขยายไปสู่ยังพันธมิตรของเหมือง ได้แก่ โลตัสฮอล นะราชา และท้ายดงเอ็กซ์เพรส ซึ่งล้วนให้ความสำคัญกับการจ้างงานคนในท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาชุมชนมาโดยตลอด

“วันนี้ นอกจากรางวัลกว่า 100 รางวัลที่อัครานำมาสนับสนุนแล้ว อัครายังเตรียมรางวัลพิเศษ ได้แก่ ทองคำแท้จากเหมืองไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเรา ที่สามารถผลิตทองคำคุณภาพโดยฝีมือคนไทย เพื่อคนไทย” นางสาวยุวธิดา กล่าวทิ้งท้าย