อัคราได้รับการรับรอง “อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3”

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ เข้าร่วมโครงการ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ของกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการสนับสนุนการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

นับตั้งแต่วันที่บริษัทฯ ได้รับการรับรอง “อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 1: ความมุ่งมั่นสีเขียว” บริษัทฯ ไม่เคยหยุดพัฒนาการดำเนินงาน ทั้งด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในการทำงาน จนผ่านการรับรองมาตรฐานสากลทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ ISO 9001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ, ISO 14001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และ ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 บริษัทฯ ได้รับการรับรองเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3: Green System” จากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีการติดตาม ประเมินผล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานสามารถเติบโตควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน และผู้คนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน

อัครา จับมือ จุฬาฯ–มจธ.–มทส. พลิก “หางแร่” สู่นวัตกรรมวัสดุทางเลือกใหม่ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม-สร้างรายได้ให้ชุมชน

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมต้นแบบ 3 โครงการ พลิกโฉม “หางแร่” จากการผลิตทองคำและเงิน สู่การเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรคงเหลือจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

เปิดมิติความร่วมมือ: ผสานงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงจากหางแร่

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของอัครา ที่สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงระบบที่อัครายึดมั่นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA)

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน”

3 โมเดลนวัตกรรม: พลิกโฉมหางแร่ให้เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ เริ่มต้นจากการพิสูจน์ความปลอดภัยในบ่อกักเก็บหางแร่ ซึ่งผลการประเมินยืนยันเสถียรภาพที่มั่นคงและไร้ความเสี่ยงด้านการรั่วไหล สอดคล้องตามมาตรฐานรายงาน EHIA จนนำมาสู่การต่อยอดนวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” ที่ผสานหางแร่เข้ากับวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอย่างเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา กลายเป็นวัสดุพลังงานต่ำที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการเผา มีคุณสมบัติพิเศษในการทนความเค็มและซ่อมแซมตัวเองได้ ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกำลังขยายผลสู่การพัฒนาเป็นรางระบายน้ำในระบบชลประทานอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแผนทดลองใช้งานร่วมกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเหมืองแร่ทองคำชาตรีในระยะต่อไป

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาพบว่าหางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิตมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติและขนาดอนุภาคที่พร้อมใช้งาน ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในบางขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนในระยะต่อไป มุ่งสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่ทนทานต่อแรงดันสูงและสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ผลการวิจัยพบว่า การเติมหางแร่เพียง 3% ขององค์ประกอบทั้งหมดสามารถเพิ่มความแข็งแรง ลดความพรุน และยืดอายุการใช้งานของซีเมนต์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ตอกย้ำศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์

มุ่งหน้าสร้างโอกาสใหม่ จากนวัตกรรมหางแร่

ผลงานวิจัยของทั้ง 3 สถาบัน ชี้ถึงศักยภาพของ “หางแร่” ในการก้าวสู่การเป็นทรัพยากรทางเลือกแห่งอนาคต ที่สามารถสร้างมูลค่าและพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายภูริวิทย์ สังข์ศิริหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน”

อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันให้วัสดุผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการนำร่องเหล่านี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน

อัครา ยืนยันมาตรฐานการดำเนินงาน พร้อมเดินหน้าอุทธรณ์ตามกระบวนการยุติธรรม

ตามที่ศาลแพ่งได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยื่นฟ้อง บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) โดยกล่าวอ้างว่าการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนนั้น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทฯ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั้น

บริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่า จากการพิจารณาหลักฐานของฝั่งบริษัทฯ แล้ว มีความขัดกันกับผลของคำพิพากษาอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทฯ ต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้มีการพิจารณาพยานหลักฐานของบริษัทฯ อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญและพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพยานหลักฐานของบริษัทฯ นั้น มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอย่างชัดแจ้งและมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ อย่างไรก็ดี พยานหลักฐานที่สำคัญเหล่านี้อาจยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ด้วยเหตุดังกล่าว บริษัทฯ จึงไม่อาจเห็นพ้องกับคำพิพากษาดังกล่าวได้ และถือโอกาสนี้เรียนชี้แจงเพิ่มเติมดังนี้

คดีนี้ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิสูจน์ข้อเท็จจริงมาเป็นระยะเวลาเกือบสิบปี นับตั้งแต่ปี 2559 ทั้งยังเป็นข้อกล่าวหาที่อ้างอิงข้อมูลในช่วงปี 2554–2559 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล ผ่านพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และข้อมูลทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีของการดำเนินกิจการ บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการที่เกี่ยวข้องที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดำเนินงานตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) มาโดยตลอด ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและบริหารจัดการบ่อกักเก็บหางแร่ตามมาตรฐานสากล การควบคุมและบำบัดสารที่ใช้ในกระบวนการผลิต ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งในดิน น้ำ และอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการรองรับอย่างชัดเจน และยังได้รับการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ โดยเหมืองแร่ทองคำชาตรีของบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในเหมืองที่ได้รับการกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่สุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จัดทำระบบเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนรอบเหมือง โดยมีการตรวจสุขภาพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรเป็นประจำทุกปี และส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานสาธารณสุขในระดับต่าง ๆ เพื่อใช้ติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขภาพของชุมชน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเหตุอันสงสัยว่า การประกอบการได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแต่อย่างใด

นอกเหนือไปจากการดำเนินงานด้านเทคนิคและวิศวกรรม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง และได้นำข้อเสนอแนะจากชุมชนมาปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นร่วมกัน นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร ของบริษัทฯ กล่าวว่า “หากเหมืองก่อผลกระทบจริง พนักงานของเราคือคนกลุ่มแรกที่ต้องได้รับผลกระทบก่อน ซึ่งพนักงานเหล่านี้มีครอบครัวและคนที่รักอาศัยอยู่ในพื้นที่ หากเราทำอะไรไม่รอบคอบ หรือทำในสิ่งที่ทำให้ครอบครัวของพี่น้องพนักงานตกอยู่ในความเสี่ยงแล้ว เค้าไม่ยอมแน่ ในทางตรงข้าม พนักงานเหล่านี้ล้วนตั้งใจปฏิบัติงานเพื่อให้มั่นใจว่า การดำเนินงานของเหมืองเป็นรากฐานสำคัญของครอบครัวและเศรษฐกิจของชุมชน และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของตนเอง พนักงานของเราจึงเปรียบเสมือนอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ร่วมกันสอดส่องดูแลการดำเนินงานในทุกขั้นตอน และตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับเสียงตอบรับผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องว่า ‘อยากทำงานที่เหมือง’  ‘อยากทำงานใกล้บ้าน’ และ ‘อยากให้เหมืองเดินหน้าต่อ’ การต่อสู้คดีในครั้งนี้ของบริษัทฯ จึงไม่ใช่เพียงเพื่อผลประกอบการเท่านั้น หากแต่เพื่อสร้างหลักประกันให้กับอนาคตของผู้คนอีกนับหมื่นที่เชื่อมั่นในบริษัทฯ”

คำพิพากษาในครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ซึ่งยังไม่ถึงที่สุด โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเหตุผลของคำพิพากษาในแต่ละประเด็นอย่างรอบคอบร่วมกับที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อนำผลมาประกอบการอุทธรณ์ต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินงานของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติ และบริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นรักษาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่องเช่นที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนต่อไป

อัครา คว้า CSR-DPIM Continuous Award 2025 สะท้อนการดำเนินงานเหมืองแร่ที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ตามแนวทางที่รับผิดชอบ โปร่งใส และยั่งยืน โดยได้ผ่านกระบวนการประเมินและทวนสอบอย่างเข้มข้นตามเกณฑ์มาตรฐาน CSR-DPIM ซึ่งครอบคลุมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับนโยบายของกรมฯ ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยสู่ระดับสากล

จุดเด่นของรางวัลในปีนี้ คือ โล่รางวัลที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ประเภทฝุ่นหินจากเหมืองหิน ซึ่งถูกนำกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของเยาวชนและคนในชุมชน จนกลายเป็นชิ้นงานที่สวยงามและมีความหมาย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า “วัสดุเหลือใช้” สามารถต่อยอดเป็น “คุณค่า” ที่สังคมยอมรับได้จริง

นางสาวยุวธิดา กล่าวว่า “เราขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความไว้วางใจและร่วมมือกับอัคราอย่างต่อเนื่อง รางวัล CSR-DPIM Continuous Award 2025 นี้ ไม่ใช่เพียงเครื่องเชิดชูเกียรติ แต่เป็นพันธสัญญาที่อัคราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย ควบคู่ไปกับการมีความรับผิดชอบต่อสังคม นำไปสู่การพัฒนาให้เติบโตและอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป”

ไม่ใช่แค่บอกว่า ‘ปลอดภัย’ แต่ต้องมีหลักฐาน! เปิดมิติใหม่การทำเหมืองที่ใช้ข้อมูลสุขภาพเป็นตัวเชื่อมโยงใจชุมชน

เปิดมิติใหม่การทำเหมืองที่ใช้ข้อมูลสุขภาพเป็นตัวเชื่อมโยงใจชุมชน

เมื่อพูดถึงผลกระทบของภาคอุตสาหกรรมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมเหมืองแร่มักเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ มักหนีไม่พ้นเรื่องความกังวลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ความกังวลเหล่านี้สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่ต้องการคำอธิบายอันเป็นรูปธรรมและเชื่อถือได้ มากกว่าแค่การสื่อสารว่า “ปลอดภัย” เพียงอย่างเดียว

จากวิกฤตความเชื่อมั่นดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการสื่อสารเชิงนโยบายอาจไม่ใช่คำตอบที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการด้านเหมืองยุคใหม่จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารจัดการโครงการด้านสุขภาพแบบใหม่ ที่ครอบคลุม และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และตั้งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของชุมชนบนพื้นฐานเดียวกัน

ทุกอย่างเริ่มต้นด้วย “ข้อมูล”

หนึ่งในแนวทางที่เริ่มเห็นมากขึ้นในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยุคใหม่ คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารกับชุมชนและสังคม โดยการสร้างระบบฐานข้อมูลสุขภาพในชุมชนที่ครอบคลุม โปร่งใส และมีส่วนร่วม สามารถเริ่มต้นได้จากการหาคำตอบให้แก่คำถามพื้นฐานสี่ข้อ คือ

1. องค์กรของเรามีการเก็บข้อมูลสุขภาพชุมชนอยู่แล้วหรือไม่
2. หากมี ข้อมูลเหล่่านั้นน่าเชื่อถือและมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด
3. เราสามารถแสวงหาแนวร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพและกระบวนการเก็บข้อมูลได้หรือไม่
4. ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าแค่การรายงานผล

สำหรับผู้ประกอบการเหมืองแร่หรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการสุขภาพของชุมชนโดยรอบ โจทย์เหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดต่อเป็นสามมิติสำคัญ ได้แก่

มิติแรก คือการออกแบบกระบวนการเก็บข้อมูลสุขภาพให้ครอบคลุมและต่อเนื่อง ที่ต้องไม่มีเป้าหมายเพียงเพื่อแค่การรายงานผลตามข้อกำหนดเพียงเท่านั้น แต่ควรออกแบบให้ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย มีการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และเชื่อมโยงกับบริบทและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

มิติที่สอง คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ข้อมูลที่เก็บได้ ข้อมูลสุขภาพไม่ควรอยู่ในการดูแลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมีหน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาท ทั้งในกระบวนการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และรายงานผล เพื่อให้ข้อมูลชุดนี้ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ภาครัฐ หรือผู้ประกอบการ

และมิติสุดท้ายซึ่งเป็นมิติที่สำคัญที่สุด คือการนำข้อมูลไปใช้จริง ข้อมูลไม่ควรอยู่แค่บนหน้ากระดาษรายงาน แต่ต้องถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจ วางแผน และดูแลสุขภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ กลายเป็นเส้นเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขของพื้นที่ได้ออย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีศึกษา: ระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี

หนึ่งในตัวอย่างของการนำแนวคิดทั้งสามมิตินี้มาใช้จริงในประเทศไทย คือระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี ที่ดำเนินการโดย อัครา รีซอร์สเซส ซึ่งถูกออกแบบให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น

ทุกปี อัคราจัดให้มีการตรวจสุขภาพสำหรับประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรจากพื้นที่เหมือง ตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยมีการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ อาทิ รพ.สต.ด่านช้าง และ รพ.สต.ดงหลง ในจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อร่วมกันคัดกรองกลุ่มประชาชนที่เข้ารับการตรวจให้เป็นไปตามนิยามและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข โดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนควบคู่ไปด้วย อสม. ในพื้นที่ยังมีบทบาทในการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาวะของประชาชน เพื่อให้ข้อมูลที่ได้ก่อนการตรวจตรงกับบริบทสุขภาพของชุมชนอย่างถูกต้องและรอบด้าน

การตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดในปี 2568 มีผู้เข้ารับการตรวจกว่า 600 คน ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงวัย รวมทั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ โดยครอบคลุม 9 รายการตรวจสำคัญ เช่นการตรวจการทำงานของตับและไต ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การเอกซเรย์ทรวงอก และการทดสอบสมรรถภาพปอด รวมถึงการตรวจหาสารชีวเคมีที่เชื่อมโยงกับการทำเหมืองโดยเฉพาะ ได้แก่ แมงกานีสและไซยาไนด์ในเลือด และสารหนูในปัสสาวะ ซึ่งหากมีการพบเจอ สารชีวเคมีเหล่านี้จะถูกส่งไปตรวจ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีห้องปฏิบัติการด้านการตรวจสารชีวเคมีที่ได้มาตรฐาน

เมื่อผลการตรวจได้รับการประมวลผลครบถ้วนแล้ว จะมีการประสานแพทย์จากโรงพยาบาลในพื้นที่เป็นผู้อ่านผลและให้คำแนะนำแก่ประชาชนโดยตรง และสำหรับผู้ที่มีความประสงค์เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทาง ก็สามารถใช้สิทธิด้านการรักษาพยาบาลตามสิทธิของแต่ละบุคคลได้ตามปกติ

ที่น่าสนใจคือ รายงานสรุปผลการตรวจสุขภาพทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนในมิติอื่น ๆ ต่อไป ทำให้ข้อมูลสุขภาพไม่ได้อยู่ในมือของบริษัทเพียงฝ่ายเดียว แต่มันได้ถูกใช้เป็นรากฐานไปสู่การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างระบบสุขภาพของชุมชนที่เข้มแข็ง

จากข้อมูลที่เป็นระบบ สู่บทบาทการเป็นผู้นำในการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ให้แก่ชุมชน

อีกหนึ่งเหตุผลที่ระบบเฝ้าระวังสุขภาพของเหมืองแร่ทองคำชาตรีแตกต่างจากการตรวจสุขภาพทั่วไป คือการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับกลไกที่ชุมชนสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ได้จริง ผ่าน “กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ” ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณ 3% ของค่าภาคหลวงแร่ โดยปัจจุบันมีเงินสะสมแล้วประมาณ 74 ล้านบาท และบริหารจัดการโดยผู้แทนชุมชน

เมื่ออำนาจการบริหารจัดการกองทุนอยู่ในมือของชุมชน โครงการด้านสุขภาพต่าง ๆ ที่สำคัญ รวมไปถึงโครงการตรวจสุขภาพประจำปีเอง ก็จะถูกออกแบบและกำหนดทิศทางโดยคนในพื้นที่ นับเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) การบริหารระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน ที่เปิดโอกาสให้ทั้ง ชุมชน ภาครัฐ และ ผู้ประกอบการ มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและดูแลระบบสุขภาพร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างความเชื่อมั่นระหว่างอุตสาหกรรมเหมืองแร่กับชุมชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยถ้อยคำและการสื่อสารเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ความเชื่อมั่นนี้ ควรถูกประกอบสร้างขึ้นจากระบบที่ถูกออกแบบมาอย่างโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

บทบาทของผู้นำในอุตสาหกรรมเหมืองยุคใหม่จึงไม่ได้วัดจากการแสดงตัวเลขผลประกอบการ หรือสภาวะสุขภาพของชุมชนในแต่ละปีเท่านั้น หากแต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ชุมชนรอบเหมืองสามารถมีสุขภาพที่ดี และสามารถดูแลตนเองได้ในระยะยาว เมื่อข้อมูลสุขภาพกลายมาเป็นหนึ่งในเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เหมืองแร่ก็จะได้รับการยอมรับในฐานะองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งกับชุมชนและพร้อมเติบโตไปกับพวกเขาอย่างแท้จริง

อัคราได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO พร้อมกัน 3 ระบบ ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

อัครา ประสบความสำเร็จอีกหนึ่งก้าวสำคัญส่งท้ายปี 2568 ด้วยการได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO พร้อมกันถึง 3 ระบบ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน ตามมาตรฐานระดับสากล

การรับรองมาตรฐานในครั้งนี้ประกอบด้วย

  • ISO 9001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ
  • ISO 14001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
  • ISO 45001:2018 ระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินงานของอัคราที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มุ่ง “สร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ผ่านความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และการใช้ศักยภาพของทรัพยากรแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

การได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO ทั้ง 3 ระบบในคราวเดียวกัน ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงรากฐานการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องขององค์กร เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชน สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

บริษัทฯ ขอขอบคุณพนักงานอัคราทุกคนที่มีส่วนร่วมในการยกระดับการดำเนินงานขององค์กรสู่มาตรฐานสากล

ISO 9001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ

ISO 14001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

ISO 45001:2018 ระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน

อัครา จับมือ GIT–ห้างทองแม่ทองสุก–จุฬาฯ จัดเวทีเสวนาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทองคำไทยสู่สากลพร้อมต่อยอดนวัตกรรมหางแร่ สู่อนาคตเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำแห่งเดียวในประเทศไทย ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT, บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ห้างทองแม่ทองสุก) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “เหมืองแร่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: เชื่อมมาตรฐานสากล สู่โอกาส Carbon Credit จากนวัตกรรมหางแร่” ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล โดยอัคราในฐานะผู้ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำชาตรี มีศักยภาพทางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมสายธารการผลิตทองคำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทองคำ อัญมณี และเครื่องประดับของไทย พร้อมสำรวจโอกาสทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในฐานะผู้ผลิตแร่ทองคำ อัคราสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศรวมกว่า 7.7 พันล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมในพื้นที่สามจังหวัดรอบเหมืองกว่า 1,000 ตำแหน่ง และแม้อัคราจะเป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียวของประเทศ แต่บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่รัฐในรูปแบบค่าภาคหลวงติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั้งหมด สะท้อนบทบาทหลักของอุตสาหกรรมทองคำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้พูดคุยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานและแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีความรับผิดชอบและมั่นคง เพื่อให้ทองคำเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในระยะยาว”

(คุณสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน))

หนึ่งในประเด็นสำคัญของเวทีเสวนาคือการสร้าง “มาตรฐานและความโปร่งใส” ให้กับทองคำ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้กล่าวถึงเป้าหมายในการพัฒนา “ระบบนิเวศทองคำไทยที่มีความรับผิดชอบ” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทองคำไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล ซึ่งต้องอาศัยการกำหนดมาตรฐานกลางที่ทุกภาคส่วนสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดโลก และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทองคำไทยจากการเป็นผู้ปฏิบัติตาม สู่การเป็นผู้นำด้านมาตรฐานและความยั่งยืน

อัครา ในฐานะผู้ประกอบการต้นน้ำของอุตสาหกรรมทองคำของไทย สนับสนุนแนวทางดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยพร้อมเป็นต้นแบบของการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบด้วยความโปร่งใส มาตรฐานที่เป็นสากล พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับภาคเอกชนปลายน้ำอย่างต่อเนื่อง

(คุณกีรดิต หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการ และประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด หรือห้างทองแม่ทองสุก)

นอกจากนี้ ห้างทองแม่ทองสุก (MTS Gold) ในฐานะผู้ค้าทองคำรายแรกของไทยที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ได้กล่าวถึงแนวทางที่อุตสากรรมทองคำจะดำเนินงานไปอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของประเทศ โดยมองว่าแนวคิดทองคำสีเขียว (Green Gold) ที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำเหมือง การถลุงแร่ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย คือทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมทองคำไทยในอนาคต

แนวคิดดังกล่าวยังช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับทองคำในมิติของจริยธรรมและความยั่งยืน (Ethical & Sustainable Gold) ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่และผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องการลงทุนในทองคำที่ไม่ได้มีคุณค่าเพียงด้านเศรษฐกิจ แต่มีกระบวนการผลิตที่โปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์และศักยภาพการแข่งขันของทองคำไทยในเวทีโลก พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมทองคำไทยก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เวทีเสวนายังได้กล่าวถึงแนวโน้มของตลาดแร่เงินในประเทศ ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา โดย ห้างทองแม่ทองสุก เผยว่าความต้องการซื้อขายแร่เงินมีปริมาณสูงเฉลี่ยถึงสัปดาห์ละ 1 ตัน สะท้อนให้เห็นว่า “เงิน” กำลังกลายมาเป็นสินแร่ยอดนิยมที่มาแรงควบคู่กับทองคำ

(ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ขณะเดียวกัน ภาควิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอความคืบหน้าในการพัฒนานวัตกรรมจากหางแร่ อันเป็นสิ่งหลงเหลือจากกระบวนการผลิตทองคำและเงินของอัครา อาทิ “อิฐบล็อกจากหางแร่” ที่เปลี่ยนแร่เหลือใช้ให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างที่แข็งแรงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่นอกจากช่วยลดปริมาณของเสียจากเหมืองแล้ว ยังเป็นต้นแบบสำหรับการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้หางแร่เป็นวัสดุดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่จะสามารถเพิ่มปริมาณคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศ

เวทีเสวนาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนจำนวนมาก โดยถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของอัคราในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำไทยให้เติบโตอย่างรับผิดชอบ โปร่งใส และมีส่วนร่วม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย

อัคราขานรับการยุติข้อพิพาท TAFTA มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ของชุมชนพร้อมตอกย้ำบทบาทเหมืองชาตรีต่อเศรษฐกิจประเทศ

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ผู้บริหารระดับสูงของคิงส์เกต นำโดย นายรอส สมิธ-เคิร์ก ประธานคณะกรรมการบริหาร และนายเจมี่ กิ๊บสัน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้งนายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนองค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้เข้าพบนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการรับทราบถึงการยุติข้อพิพาท TAFTA และหารือถึงโอกาสในการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งบริษัทฯ พร้อมร่วมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำและเงินในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากไทยมีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยคิงส์เกตเชื่อมั่นว่าเหมืองแร่ทองคำชาตรีจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านการสร้างงาน การกระจายรายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบต่อเนื่องไปอีกนาน

นับตั้งแต่การกลับมาดำเนินงานของเหมืองทองคำชาตรีในเดือนมีนาคม 2566 คิงส์เกต ได้ลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกเครื่องปรับปรุงอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานภายในเหมือง การสำรวจแหล่งแร่เพิ่มเติม การสรรหาและพัฒนาบุคลากร รวมถึงการดำเนินการตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และบริษัทฯ ได้ชำระค่าภาคหลวงแร่ไปแล้วรวมกว่า 2,000 ล้านบาท อีกทั้งยังได้สมทบเงินเข้ากองทุนตามนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรแร่มากกว่า 450 ล้านบาท สนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการจ้างงานทั้งทางตรงและผ่านผู้รับเหมาท้องถิ่น ซึ่งได้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนปีละหลายพันล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยลงพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนรอบเหมืองอย่างสม่ำเสมอ

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่า บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง และหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด การดำเนินงานทุกอย่างของเหมืองแร่ทองคำชาตรีเป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล และยังได้จัดให้มีการตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินงานของเหมืองไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในชุมชนใกล้เคียง เช่นเดียวกับพนักงานของบริษัทฯ ซึ่งหลายคนทำงานที่เหมืองมานานกว่า 10-20 ปี และมีผลการตรวจสุขภาพที่ดี

“พนักงานของเราประมาณ 85% เป็นคนในพื้นที่ หากการดำเนินงานของเหมืองไม่ปลอดภัยจริง คงไม่มีใครยอมเสี่ยงชีวิต ทั้งของตัวเองและคนในครอบครัวเพื่อแลกกับค่าตอบแทนจากการทำงานที่นี่ ความไว้วางใจจากชุมชนและพนักงานคือเครื่องยืนยันสำคัญ นอกจากนี้ เงินจากกองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบเหมืองแร่ที่อัครานำส่ง ยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องในชุมชนรอบเหมืองในมิติต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ล่าสุดคือ การที่องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ได้นำไปใช้ในการติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและเสริมความปลอดภัยในการสัญจรของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี” นายเชิดศักดิ์กล่าว

บริษัทฯ ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณรัฐบาล ผู้นำชุมชน และประชาชนรอบเหมือง สำหรับความเชื่อมั่นและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับชุมชนโดยรอบ

อัครา ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน คว้า 2 รางวัลใหญ่ “CSR Award 2025” และะ เครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “รักษ์ป่า รักแผ่นดิน”

อัคราคว้า 2 รางวัลสำคัญด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติรับรางวัลส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ ประจำปี 2568 (CSR Award 2025) ในฐานะองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ ระดับจังหวัด (จังหวัดพิจิตร) จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยนางสาวยุวธิดา พุกอ่อน ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และการพัฒนา เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลจากนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวง พม.

การได้รับรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอัคราในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ผ่านโครงการที่มุ่งสร้างคุณค่าและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของชุมชนรอบเหมืองที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนกิจกรรมนอกหลักสูตรสำหรับเยาวชน การพัฒนาทักษะด้านภาษา ดนตรี และกีฬา ตลอดจนโครงการเพื่อสังคมที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ อัครายังร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตร เพื่อขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในวันที่ 18 กันยายน 2568เนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมป่าไม้ ครบรอบ 129 ปีอัครายังได้รับมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “รักษ์ป่า รักแผ่นดิน”จากกรมป่าไม้ โดยนายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร เป็นตัวแทนเข้ารับเครื่องหมายและนางสาวยุวธิดา รับใบประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้ จาก ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายเชิดศักดิ์ กล่าวว่า “การได้รับสองรางวัลอันทรงเกียรติในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ และเป็นเหมือนเสียงสะท้อนที่บอกว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง รางวัลนี้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจจริง และความร่วมมืออันแข็งแกร่งของพนักงาน พันธมิตร หน่วยงานราชการ และชุมชน เราขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความไว้วางใจและร่วมมือกับอัคราอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงรางวัลของบริษัทฯ แต่เป็นเครื่องยืนยันว่า การสร้างสมดุลระหว่างระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่เราทุกคนทำได้จริง และจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของเราต่อไป”

โลกแห่งทองคำกับ 10 อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำชื่อดังทั่วโลก ที่คุณต้องรู้จัก

ทองคำเป็นโลหะล้ำค่าที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องประดับอันงดงาม แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก การเดินทางของทองคำจากใต้พื้นพิภพสู่มือของเรานั้นต้องผ่านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 10 เหมืองแร่ทองคำชื่อดังทั่วโลกที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตทองคำของโลกเราว่ามีที่ไหนบ้าง

เปิดทำเนียบ 10 เหมืองทองคำชื่อดังทั่วโลกที่คุณควรรู้จัก

1. กลุ่มเหมืองทองเนวาดา Nevada Gold Mines (NGM)

หนึ่งในแหล่งที่พบแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือกลุ่มเหมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกาท่ามกลางเนินทรายของเนวาดา โดยเกิดจากการผนึกกำลังร่วมกันในปี 2019 ของเหมืองยักษ์ใหญ่ในพื้นที่ซึ่งดำเนินการโดย Newmont Corporation และ Barrick Gold จนขึ้นแท่นเป็นกลุ่มเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในรูปแบบเหมืองเปิดขนาดมหึมา 12 แห่ง และมีเครือข่ายอุโมงค์เหมืองใต้ดินสุดซับซ้อนอีก 10 แห่ง โดยเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมามีปริมาณการผลิตสูงถึง 2.69 ล้านออนซ์ และปริมาณสำรองที่สำรวจปี 2024 ก็ยังสูงถึง 26.6 ล้านออนซ์   

เหมืองทองเนวาดา Nevada Gold Mines (NGM)

2. เหมืองทองมูรันเทา (Muruntau Mine) 

ข้ามทวีปมายังดินแดนอุซเบกิสถาน ณ ทะเลทรายคีซิลคุม หนึ่งในทะเลทรายที่กว้างใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียกลาง คืออีกหนึ่งแหล่งที่พบแร่ทองคำขนาดมหึมาและเป็นที่ตั้งของเหมืองทองมูรันเทา (Muruntau Mine) ซึ่งเป็นเหมืองทองคำแบบเปิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อวัดจากพื้นที่ ดำเนินการโดย NMMC (Navoi Mining and Metallurgical Company) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศอุซเบกิสถาน ในแต่ละปีมีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 2 ล้านกว่าออนซ์ โดยในปี 2024 สามารถผลิตได้ถึง 2.67 ล้านออนซ์ โดยมีปริมาณสำรองสูงถึง 150 ล้านออนซ์

2. เหมืองทองมูรันเทา (Muruntau Mine)

3. เหมืองทองกราสเบิร์ก (Grasberg Mine)

พื้นที่ภูเขาสูงและห่างไกลของจังหวัดปาปัวกลาง ประเทศอินโดนีเซีย คือที่ตั้งของเหมืองทองกราสเบิร์ก (Grasberg) ที่ไม่เพียงเป็นแหล่งที่พบแร่ทองคำอันดับต้น ๆ ของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งขุมทรัพย์ของแร่ธรรมชาติอย่างทองแดงในปริมาณมหาศาล จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเหมืองทองที่ยิ่งใหญ่ มีมูลค่าสูง และเป็นเหมืองที่มีทองแดงมากที่สุดในโลก ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท PT Freeport Indonesia ที่จากเดิมทำเหมืองบนพื้นผิว ก่อนจะเปลี่ยนมาทำเหมืองใต้ดินอย่างเต็มรูปแบบในปัจจุบัน ซึ่งมีความซับซ้อนและขนาดใหญ่มาก จากรายงานในแต่ละปีมีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 1.7 ล้านกว่าออนซ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2023 ผลิตทองคำได้ถึง 1.86 ล้านออนซ์ และผลิตทองแดงได้ถึง 1.5 พันล้านปอนด์ 

เหมืองทองกราสเบิร์ก (Grasberg Mine)

CR : https://polyus.com/en/operations/operating_mines/olimpiada/ 

4. เหมืองทองโอลิมปิอาด้า (Olimpiada)

ลัดฟ้าสู่ดินแดนไซบีเรียตะวันออกบนพื้นที่ห่างไกลของเขตครัสโนยาร์ค ไกร ประเทศรัสเซีย ที่นั่นคือที่ตั้งของเหมืองทองโอลิมปิอาด้า หัวใจหลักในการผลิตทองคำของบริษัท Polyus ผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย โดยเหมืองแบบเปิดแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ขนาด แต่ยังโดดเด่นด้วยการใช้เทคโนโลยี BIONORD® กรรมสิทธิ์ของบริษัท Polyus ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชีวภาพในการออกซิไดซ์ (Bio-oxidation) ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับแร่ทองคำซัลไฟด์ที่สกัดยากโดยเฉพาะ 

ด้วยกำลังการผลิตที่สูงประมาณ 1.48 ล้านออนซ์ ในปี 2024 และปริมาณสำรองที่สำรวจในปี 2023 ประมาณรวมอยู่ที่ 32.4 ล้านออนซ์ จึงทำให้อุตสาหกรรมเหมืองทองโอลิมปิอาด้าของรัสเซียเป็นหนึ่งในเหมืองทองที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง

เหมืองทองโอลิมปิอาด้า (Olimpiada)

CR : https://www.barrick.com/ 

5. เหมืองทองปวยโบล วิเอโฮ (Pueblo Viejo)

บินข้ามมหาสมุทรมายังทะเลแคริบเบียน ที่สาธารณรัฐโดมินิกันคือที่ตั้งของอุตสาหกรรมเหมืองทองปวยโบล วิเอโฮ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกา เมื่อวัดจากปริมาณการผลิตต่อปี และยังเป็นหนึ่งในเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ใช้เทคโนโลยี Autoclaves หรือการออกซิเดชันด้วยความดันในการแปรรูปแร่ทองคำซัลไฟด์ที่สกัดยากแทน ซึ่งต่างจากเหมืองที่รัสเซียที่ใช้แบคทีเรียกินแร่ (Bio-oxidation) มากกว่านั้นที่เหมืองนี้ยังมีเครื่อง Autoclave ขนาดใหญ่ถึง 4 เครื่อง ทำให้ในปี 2023 สร้างกำลังการผลิตได้ถึง 586,000 ออนซ์ และมีปริมาณสำรองอีก 12 ล้านออนซ์เลยทีเดียว ซึ่งผลลัพธ์ที่น่าจับตามองนี้เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง Barrick Gold และ Newmont Corporation 2 ยักษ์ใหญ่แห่งกลุ่มเหมืองทองเนวาดานั่นเอง

เหมืองทองปวยโบล วิเอโฮ (Pueblo Viejo)

CR : https://www.exp.com/experience/detour-lake-mine/ 

6. เหมืองทองดีทัวร์ เลค (Detour Lake)

ดาวเด่นแห่งวงการทองคำแคนาดาที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งป่าสนและทะเลสาบ คือเหมืองทองดีทัวร์ เลค ที่รัฐออนแทรีโอ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ Agnico Eagle Mines ที่นี่คือเหมืองทองคำแบบเปิดขนาดใหญ่ที่ผลิตได้มากที่สุดของแคนาดา โดยในปี 2024 สร้างกำลังการผลิตได้ราวๆ 672,000 ออนซ์ และมีปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วถึง 19.1 ล้านออนซ์ ด้วยตัวเลขนี้จึงคำนวณได้ว่าสามารถทำเหมืองต่อไปได้อีกอย่างน้อย 30 ปี หรือจนถึงช่วงปี 2050 อีกทั้งจากการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายสู่การทำเหมืองใต้ดิน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของแหล่งแร่ที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดในแคนาดา ด้วยเป้าหมายการผลิตที่อาจสูงถึง 1 ล้านออนซ์ต่อปีในอนาคต อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำของดีทัวร์ เลค จะเป็นดาวเด่นที่น่าจับตามองไม่น้อยเลย

เหมืองทองดีทัวร์ เลค (Detour Lake)

CR : https://www.barrick.com 

7. เหมืองทองคิบาลี (Kibali)

อัญมณีแห่งแอฟริกากลางกับเหมืองทองคิบาลี จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) เคยครองตำแหน่งเหมืองทองที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา แม้ล่าสุดในปี 2024 จะตกลงมาอยู่อันดับ 3 เพราะกำลังการผลิตที่ลดลงชั่วคราว แต่ยังติดอันดับท็อป 10 เหมืองทองของโลกเสมอ (วัดจากปริมาณการผลิตทองคำต่อปี) ซึ่งเป็นผลงานการร่วมทุนของ Barrick Gold AngloGold Ashanti และ SOKIMO ที่ผสมผสานทั้งการทำเหมืองเปิดและเหมืองใต้ดิน 

แต่สิ่งที่ทำให้เหมืองแห่งนี้โดดเด่น ได้รับการยอมรับอย่างสูงและถูกยกให้เป็นต้นแบบของ ‘เหมืองแห่งอนาคต’ นั่นเป็นเพราะการนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างโรงไฟฟ้าพลังน้ำและฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง อีกทั้งระบบอัตโนมัติควบคุมกระบวนการผลิตและจัดการไฟฟ้าในโรงงาน จึงทำให้เหมืองแร่ทองคำคิบาลีแห่งนี้เป็นต้นแบบของเหมืองที่เน้นความยั่งยืนและประสิทธิภาพสูงสุดให้กับเหมืองแร่ทั่วโลก ในขณะที่ตัวเหมืองยังสามารถสร้างกำลังการผลิตได้สูงราวๆ 687,000 ออนซ์ บวกกับปริมาณสำรองทองคำที่พิสูจน์แล้วและน่าจะเป็นไปได้อยู่ที่ประมาณ 10.15 ล้านออนซ์

เหมืองทองคิบาลี (Kibali)

8. เหมืองทองบอดดิงตัน (Boddington)

เรียกได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่แห่งแดนจิงโจ้สำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำบอดดิงตันในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เพราะเป็นหนึ่งในเหมืองทองคำแบบเปิดที่ผลิตได้มากที่สุดของประเทศ และยังผลิตทองแดงเป็นผลพลอยได้อีกด้วย แม้จะไม่เท่ากับที่กราสเบิร์กก็ตาม 

บอดดิงตันไม่เพียงมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมทองคำของออสเตรเลียเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกที่สามารถผลิตทองคำได้ถึง 698,000 ออนซ์ ในขณะที่ปริมาณสำรองอยู่ที่ราวๆ 12.33 ล้านออนซ์ และยังเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยีขั้นสูงด้านยานยนต์อัตโนมัติ เรียกได้ว่าเป็นเหมืองทองคำแห่งแรกของโลกที่ใช้กองทัพรถบรรทุกไร้คนขับ! ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ Newmont Corporation นั่นเอง

เหมืองทองบอดดิงตัน (Boddington)

CR : https://www.goldfields-southdeep.co.za/ 

9. เหมืองทองเซาท์ดีป (South Deep) 

ตำนานเหมืองลึกสุดขอบโลกในวงการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำของประเทศแอฟริกาใต้ นับเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์การทำเหมืองทองคำอันยาวนาน ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเหมืองทองคำใต้ดินที่ลึกเป็นอันดับ 2 ของโลก ติดท็อปเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก! และมีปริมาณทองคำสำรองมหาศาลซ่อนอยู่ใต้พื้นโลก แต่ที่คาดการณ์จากการสำรวจเหมืองเซาท์ดีปมีปริมาณสำรองสูงถึง 30.6 ล้านออนซ์ 

แม้การทำเหมืองในระดับความลึกราวๆ 2,995 เมตร จะเต็มไปด้วยความท้าทายทางวิศวกรรม แต่เหมืองทองเซาท์ดีปที่ดำเนินการโดยบริษัท Gold Fields ก็ยังคงเป็นผู้ผลิตสำคัญและพร้อมก้าวผ่านความท้าทายนี้ ด้วยอายุอานามของเหมืองที่คาดการณ์ว่าจะยาวนานไปอีกหลาย 10 ปี (ถึงปี 2096) วัดจากตัวเลขในปี 2023 ที่ผลิตทองคำได้ราว 322,000 ออนซ์เลยทีเดียว

เหมืองทองเซาท์ดีป (South Deep)

CR : https://www.goldfields.com/reports/rr_2009/tech_tarkwa.php 

10. เหมืองทองทาร์ควา (Tarkwa)

ปิดท้ายกันที่เหมืองทองทาร์ควาในประเทศกานา หรือ ‘หัวใจทองคำแห่งแอฟริกาตะวันตก’ เป็นเสมือนฉายาที่สื่อถึงประเทศกานา ในฐานะประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่และมีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักของบริษัท Gold Fields เช่นเดียวกับเหมืองทองเซาท์ดีป ความน่าสนใจของเหมืองทองคำแห่งนี้คือวิธีการสกัดทองคำแบบกอง (Heap Leaching) ที่มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการผลิตทองคำราว 551,000 ออนซ์ ในปี 2023 โดยมีปริมาณแร่สำรองทองคำ (ตามสัดส่วนการถือหุ้น) อยู่ที่ 4.35 ล้านออนซ์ 

เหมืองแร่ทองคำชาตรี เหมืองทองแห่งเดียวของไทย

เหมืองทองชาตรี เหมืองทองแห่งเดียวของไทย

เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำระดับโลกแล้ว จะไม่กล่าวถึงประเทศไทยก็คงไม่ได้ นั่นก็คือ ‘เหมืองแร่ทองคำชาตรี’ หรือที่คุ้นหูกันในนาม “เหมืองทองอัครา” ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนรอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิจิตร เพชรบูรณ์และพิษณุโลก ถือเป็นเหมืองทองคำแห่งเดียวของไทยและเป็นเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมทองคำของไทย

ด้วยเพราะเหมืองทองชาตรีเป็นเหมืองแบบเปิด (Open-pit Mining) ที่มีกำลังการผลิต (Nameplate Capacity) สูงถึง 5,000,000 ตันต่อปี โดยอัคราให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่ได้มาตรฐานสากล นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจ ขุดเจาะ สกัดแร่ ไปจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง ควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด เหมืองทองชาตรีจึงไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตทองคำที่สำคัญ แต่ยังเป็นต้นแบบของการทำเหมืองแร่ที่ยั่งยืนในประเทศไทยอีกด้วย

จากข้อมูล 10 อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำชื่อดังและใหญ่ที่สุดในโลกเหล่านี้ที่เราได้นำมาฝากกัน ล้วนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมทองคำอันกว้างใหญ่ไพศาลทั่วโลก ที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตอบสนองความต้องการทองคำในหลากหลายมิติ ซึ่งอัคราในฐานะผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำเหมืองทองแห่งเดียวของไทย เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจ ยกระดับทองไทยจากต้นน้ำถึงปลายน้ำให้ได้คุณภาพระดับสากล สร้างแต้มต่อและมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก และดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมโดยนำเทคโนโลยีระดับโลกที่ทันสมัยและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศมาใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าขุมทรัพย์ใต้พิภพนี้จะยังคงสร้างคุณค่าควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป