อัคราคว้ารางวัล CSR Award 2026 ตอกย้ำการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนรอบเหมืองอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ, 3 กันยายน 2569 — บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี คว้ารางวัลส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ ประจำปี 2569 หรือ CSR Award 2026 ในประเภทรางวัล “องค์กรที่มีผลงานการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจดีเด่น ระดับจังหวัดเพชรบูรณ์” จัดโดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายในงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี โดยมี นางสาวยุวธิดา พุกอ่อน ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นตัวแทนบริษัทเข้ารับรางวัล

นางสาวยุวธิดา พุกอ่อน ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ซ้าย) และนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ขวา)

นางสาวยุวธิดา พุกอ่อน ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ซ้าย) และ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ขวา)

อัคราดำเนินงานด้านการพัฒนาสังคมและชุมชนผ่านกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนและการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อให้โครงการต่าง ๆ ตอบสนองความต้องการและสร้างประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยด้านสุขภาพมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณสุข สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการพัฒนาอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน โดยมีการจัดตั้งกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชน ซึ่งมีเงินสมทบจากบริษัทสะสมกว่า 100 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2566 ปัจจุบันกองทุนดังกล่าวจัดสรรงบประมาณปีละ 2 ล้านบาทสำหรับโครงการตรวจสุขภาพประชาชน และสนับสนุนโครงการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 7 แห่ง แห่งละ 500,000 บาทต่อปี รวมถึงโครงการด้านสุขภาพของหน่วยงานภาครัฐและหมู่บ้านทั้ง 33 แห่งในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบพื้นที่เหมืองแร่ เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพของประชาชน

ขณะที่ด้านการศึกษา มุ่งเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและบุคลากร รวมถึงการปรับปรุงสถานศึกษา ด้านการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด อัคราร่วมพัฒนาและดูแลระบบน้ำสำหรับชุมชนและภาคการเกษตร รวมถึงการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วม ขณะที่ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน มุ่งสร้างงานและส่งเสริมอาชีพ ยกระดับเกษตรกรรมท้องถิ่น และเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อเสริมศักยภาพและความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชนในระยะยาว

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร เปิดเผยว่า “อัครามุ่งมั่นพัฒนาชุมชนรอบเหมืองอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่และนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการพิจารณาโครงการผ่านกองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ซึ่งมีเงินสมทบจากบริษัทสะสมกว่า 190 ล้านบาท และกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชน โดยตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ทั้งสองกองทุนได้สนับสนุนโครงการรวม 266 โครงการ คิดเป็นงบประมาณรวมกว่า 101 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพชีวิตและสุขภาพ เพื่อให้การสนับสนุนของอัคราตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง”

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)

รางวัล CSR Award 2026 จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอัคราในการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อชุมชนและพื้นที่โดยรอบอย่างเป็นรูปธรรม โดยนอกจากจังหวัดเพชรบูรณ์แล้ว อัครายังดำเนินงานด้านสังคมและชุมชนในจังหวัดพิจิตรและพิษณุโลกผ่านการทำงานร่วมกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิต และเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

อัคราได้รับการรับรอง “อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3”

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ เข้าร่วมโครงการ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ของกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการสนับสนุนการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

นับตั้งแต่วันที่บริษัทฯ ได้รับการรับรอง “อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 1: ความมุ่งมั่นสีเขียว” บริษัทฯ ไม่เคยหยุดพัฒนาการดำเนินงาน ทั้งด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในการทำงาน จนผ่านการรับรองมาตรฐานสากลทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ ISO 9001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ, ISO 14001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และ ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 บริษัทฯ ได้รับการรับรองเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3: Green System” จากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีการติดตาม ประเมินผล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานสามารถเติบโตควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน และผู้คนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน

อัครา จับมือ จุฬาฯ–มจธ.–มทส. พลิก “หางแร่” สู่นวัตกรรมวัสดุทางเลือกใหม่ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม-สร้างรายได้ให้ชุมชน

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมต้นแบบ 3 โครงการ พลิกโฉม “หางแร่” จากการผลิตทองคำและเงิน สู่การเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรคงเหลือจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

เปิดมิติความร่วมมือ: ผสานงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงจากหางแร่

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของอัครา ที่สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงระบบที่อัครายึดมั่นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA)

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน”

3 โมเดลนวัตกรรม: พลิกโฉมหางแร่ให้เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ เริ่มต้นจากการพิสูจน์ความปลอดภัยในบ่อกักเก็บหางแร่ ซึ่งผลการประเมินยืนยันเสถียรภาพที่มั่นคงและไร้ความเสี่ยงด้านการรั่วไหล สอดคล้องตามมาตรฐานรายงาน EHIA จนนำมาสู่การต่อยอดนวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” ที่ผสานหางแร่เข้ากับวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอย่างเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา กลายเป็นวัสดุพลังงานต่ำที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการเผา มีคุณสมบัติพิเศษในการทนความเค็มและซ่อมแซมตัวเองได้ ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกำลังขยายผลสู่การพัฒนาเป็นรางระบายน้ำในระบบชลประทานอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแผนทดลองใช้งานร่วมกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเหมืองแร่ทองคำชาตรีในระยะต่อไป

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาพบว่าหางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิตมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติและขนาดอนุภาคที่พร้อมใช้งาน ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในบางขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนในระยะต่อไป มุ่งสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่ทนทานต่อแรงดันสูงและสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ผลการวิจัยพบว่า การเติมหางแร่เพียง 3% ขององค์ประกอบทั้งหมดสามารถเพิ่มความแข็งแรง ลดความพรุน และยืดอายุการใช้งานของซีเมนต์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ตอกย้ำศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์

มุ่งหน้าสร้างโอกาสใหม่ จากนวัตกรรมหางแร่

ผลงานวิจัยของทั้ง 3 สถาบัน ชี้ถึงศักยภาพของ “หางแร่” ในการก้าวสู่การเป็นทรัพยากรทางเลือกแห่งอนาคต ที่สามารถสร้างมูลค่าและพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายภูริวิทย์ สังข์ศิริหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน”

อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันให้วัสดุผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการนำร่องเหล่านี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน

อัครา ยืนยันมาตรฐานการดำเนินงาน พร้อมเดินหน้าอุทธรณ์ตามกระบวนการยุติธรรม

ตามที่ศาลแพ่งได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยื่นฟ้อง บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) โดยกล่าวอ้างว่าการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนนั้น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทฯ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั้น

บริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่า จากการพิจารณาหลักฐานของฝั่งบริษัทฯ แล้ว มีความขัดกันกับผลของคำพิพากษาอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทฯ ต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้มีการพิจารณาพยานหลักฐานของบริษัทฯ อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญและพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพยานหลักฐานของบริษัทฯ นั้น มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอย่างชัดแจ้งและมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ อย่างไรก็ดี พยานหลักฐานที่สำคัญเหล่านี้อาจยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ด้วยเหตุดังกล่าว บริษัทฯ จึงไม่อาจเห็นพ้องกับคำพิพากษาดังกล่าวได้ และถือโอกาสนี้เรียนชี้แจงเพิ่มเติมดังนี้

คดีนี้ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิสูจน์ข้อเท็จจริงมาเป็นระยะเวลาเกือบสิบปี นับตั้งแต่ปี 2559 ทั้งยังเป็นข้อกล่าวหาที่อ้างอิงข้อมูลในช่วงปี 2554–2559 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล ผ่านพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และข้อมูลทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีของการดำเนินกิจการ บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการที่เกี่ยวข้องที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดำเนินงานตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) มาโดยตลอด ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและบริหารจัดการบ่อกักเก็บหางแร่ตามมาตรฐานสากล การควบคุมและบำบัดสารที่ใช้ในกระบวนการผลิต ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งในดิน น้ำ และอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการรองรับอย่างชัดเจน และยังได้รับการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ โดยเหมืองแร่ทองคำชาตรีของบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในเหมืองที่ได้รับการกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่สุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จัดทำระบบเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนรอบเหมือง โดยมีการตรวจสุขภาพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรเป็นประจำทุกปี และส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานสาธารณสุขในระดับต่าง ๆ เพื่อใช้ติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขภาพของชุมชน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเหตุอันสงสัยว่า การประกอบการได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแต่อย่างใด

นอกเหนือไปจากการดำเนินงานด้านเทคนิคและวิศวกรรม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง และได้นำข้อเสนอแนะจากชุมชนมาปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นร่วมกัน นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร ของบริษัทฯ กล่าวว่า “หากเหมืองก่อผลกระทบจริง พนักงานของเราคือคนกลุ่มแรกที่ต้องได้รับผลกระทบก่อน ซึ่งพนักงานเหล่านี้มีครอบครัวและคนที่รักอาศัยอยู่ในพื้นที่ หากเราทำอะไรไม่รอบคอบ หรือทำในสิ่งที่ทำให้ครอบครัวของพี่น้องพนักงานตกอยู่ในความเสี่ยงแล้ว เค้าไม่ยอมแน่ ในทางตรงข้าม พนักงานเหล่านี้ล้วนตั้งใจปฏิบัติงานเพื่อให้มั่นใจว่า การดำเนินงานของเหมืองเป็นรากฐานสำคัญของครอบครัวและเศรษฐกิจของชุมชน และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของตนเอง พนักงานของเราจึงเปรียบเสมือนอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ร่วมกันสอดส่องดูแลการดำเนินงานในทุกขั้นตอน และตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับเสียงตอบรับผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องว่า ‘อยากทำงานที่เหมือง’  ‘อยากทำงานใกล้บ้าน’ และ ‘อยากให้เหมืองเดินหน้าต่อ’ การต่อสู้คดีในครั้งนี้ของบริษัทฯ จึงไม่ใช่เพียงเพื่อผลประกอบการเท่านั้น หากแต่เพื่อสร้างหลักประกันให้กับอนาคตของผู้คนอีกนับหมื่นที่เชื่อมั่นในบริษัทฯ”

คำพิพากษาในครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ซึ่งยังไม่ถึงที่สุด โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเหตุผลของคำพิพากษาในแต่ละประเด็นอย่างรอบคอบร่วมกับที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อนำผลมาประกอบการอุทธรณ์ต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินงานของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติ และบริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นรักษาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่องเช่นที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนต่อไป

อัครา คว้า CSR-DPIM Continuous Award 2025 สะท้อนการดำเนินงานเหมืองแร่ที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ตามแนวทางที่รับผิดชอบ โปร่งใส และยั่งยืน โดยได้ผ่านกระบวนการประเมินและทวนสอบอย่างเข้มข้นตามเกณฑ์มาตรฐาน CSR-DPIM ซึ่งครอบคลุมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับนโยบายของกรมฯ ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยสู่ระดับสากล

จุดเด่นของรางวัลในปีนี้ คือ โล่รางวัลที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ประเภทฝุ่นหินจากเหมืองหิน ซึ่งถูกนำกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของเยาวชนและคนในชุมชน จนกลายเป็นชิ้นงานที่สวยงามและมีความหมาย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า “วัสดุเหลือใช้” สามารถต่อยอดเป็น “คุณค่า” ที่สังคมยอมรับได้จริง

นางสาวยุวธิดา กล่าวว่า “เราขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความไว้วางใจและร่วมมือกับอัคราอย่างต่อเนื่อง รางวัล CSR-DPIM Continuous Award 2025 นี้ ไม่ใช่เพียงเครื่องเชิดชูเกียรติ แต่เป็นพันธสัญญาที่อัคราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย ควบคู่ไปกับการมีความรับผิดชอบต่อสังคม นำไปสู่การพัฒนาให้เติบโตและอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป”

ไม่ใช่แค่บอกว่า ‘ปลอดภัย’ แต่ต้องมีหลักฐาน! เปิดมิติใหม่การทำเหมืองที่ใช้ข้อมูลสุขภาพเป็นตัวเชื่อมโยงใจชุมชน

เปิดมิติใหม่การทำเหมืองที่ใช้ข้อมูลสุขภาพเป็นตัวเชื่อมโยงใจชุมชน

เมื่อพูดถึงผลกระทบของภาคอุตสาหกรรมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมเหมืองแร่มักเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ มักหนีไม่พ้นเรื่องความกังวลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ความกังวลเหล่านี้สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่ต้องการคำอธิบายอันเป็นรูปธรรมและเชื่อถือได้ มากกว่าแค่การสื่อสารว่า “ปลอดภัย” เพียงอย่างเดียว

จากวิกฤตความเชื่อมั่นดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการสื่อสารเชิงนโยบายอาจไม่ใช่คำตอบที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการด้านเหมืองยุคใหม่จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารจัดการโครงการด้านสุขภาพแบบใหม่ ที่ครอบคลุม และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และตั้งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของชุมชนบนพื้นฐานเดียวกัน

ทุกอย่างเริ่มต้นด้วย “ข้อมูล”

หนึ่งในแนวทางที่เริ่มเห็นมากขึ้นในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยุคใหม่ คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารกับชุมชนและสังคม โดยการสร้างระบบฐานข้อมูลสุขภาพในชุมชนที่ครอบคลุม โปร่งใส และมีส่วนร่วม สามารถเริ่มต้นได้จากการหาคำตอบให้แก่คำถามพื้นฐานสี่ข้อ คือ

1. องค์กรของเรามีการเก็บข้อมูลสุขภาพชุมชนอยู่แล้วหรือไม่
2. หากมี ข้อมูลเหล่่านั้นน่าเชื่อถือและมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด
3. เราสามารถแสวงหาแนวร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพและกระบวนการเก็บข้อมูลได้หรือไม่
4. ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าแค่การรายงานผล

สำหรับผู้ประกอบการเหมืองแร่หรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการสุขภาพของชุมชนโดยรอบ โจทย์เหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดต่อเป็นสามมิติสำคัญ ได้แก่

มิติแรก คือการออกแบบกระบวนการเก็บข้อมูลสุขภาพให้ครอบคลุมและต่อเนื่อง ที่ต้องไม่มีเป้าหมายเพียงเพื่อแค่การรายงานผลตามข้อกำหนดเพียงเท่านั้น แต่ควรออกแบบให้ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย มีการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และเชื่อมโยงกับบริบทและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

มิติที่สอง คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ข้อมูลที่เก็บได้ ข้อมูลสุขภาพไม่ควรอยู่ในการดูแลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมีหน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาท ทั้งในกระบวนการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และรายงานผล เพื่อให้ข้อมูลชุดนี้ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ภาครัฐ หรือผู้ประกอบการ

และมิติสุดท้ายซึ่งเป็นมิติที่สำคัญที่สุด คือการนำข้อมูลไปใช้จริง ข้อมูลไม่ควรอยู่แค่บนหน้ากระดาษรายงาน แต่ต้องถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจ วางแผน และดูแลสุขภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ กลายเป็นเส้นเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขของพื้นที่ได้ออย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีศึกษา: ระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี

หนึ่งในตัวอย่างของการนำแนวคิดทั้งสามมิตินี้มาใช้จริงในประเทศไทย คือระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี ที่ดำเนินการโดย อัครา รีซอร์สเซส ซึ่งถูกออกแบบให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น

ทุกปี อัคราจัดให้มีการตรวจสุขภาพสำหรับประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรจากพื้นที่เหมือง ตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยมีการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ อาทิ รพ.สต.ด่านช้าง และ รพ.สต.ดงหลง ในจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อร่วมกันคัดกรองกลุ่มประชาชนที่เข้ารับการตรวจให้เป็นไปตามนิยามและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข โดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนควบคู่ไปด้วย อสม. ในพื้นที่ยังมีบทบาทในการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาวะของประชาชน เพื่อให้ข้อมูลที่ได้ก่อนการตรวจตรงกับบริบทสุขภาพของชุมชนอย่างถูกต้องและรอบด้าน

การตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดในปี 2568 มีผู้เข้ารับการตรวจกว่า 600 คน ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงวัย รวมทั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ โดยครอบคลุม 9 รายการตรวจสำคัญ เช่นการตรวจการทำงานของตับและไต ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การเอกซเรย์ทรวงอก และการทดสอบสมรรถภาพปอด รวมถึงการตรวจหาสารชีวเคมีที่เชื่อมโยงกับการทำเหมืองโดยเฉพาะ ได้แก่ แมงกานีสและไซยาไนด์ในเลือด และสารหนูในปัสสาวะ ซึ่งหากมีการพบเจอ สารชีวเคมีเหล่านี้จะถูกส่งไปตรวจ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีห้องปฏิบัติการด้านการตรวจสารชีวเคมีที่ได้มาตรฐาน

เมื่อผลการตรวจได้รับการประมวลผลครบถ้วนแล้ว จะมีการประสานแพทย์จากโรงพยาบาลในพื้นที่เป็นผู้อ่านผลและให้คำแนะนำแก่ประชาชนโดยตรง และสำหรับผู้ที่มีความประสงค์เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทาง ก็สามารถใช้สิทธิด้านการรักษาพยาบาลตามสิทธิของแต่ละบุคคลได้ตามปกติ

ที่น่าสนใจคือ รายงานสรุปผลการตรวจสุขภาพทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนในมิติอื่น ๆ ต่อไป ทำให้ข้อมูลสุขภาพไม่ได้อยู่ในมือของบริษัทเพียงฝ่ายเดียว แต่มันได้ถูกใช้เป็นรากฐานไปสู่การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างระบบสุขภาพของชุมชนที่เข้มแข็ง

จากข้อมูลที่เป็นระบบ สู่บทบาทการเป็นผู้นำในการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ให้แก่ชุมชน

อีกหนึ่งเหตุผลที่ระบบเฝ้าระวังสุขภาพของเหมืองแร่ทองคำชาตรีแตกต่างจากการตรวจสุขภาพทั่วไป คือการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับกลไกที่ชุมชนสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ได้จริง ผ่าน “กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ” ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณ 3% ของค่าภาคหลวงแร่ โดยปัจจุบันมีเงินสะสมแล้วประมาณ 74 ล้านบาท และบริหารจัดการโดยผู้แทนชุมชน

เมื่ออำนาจการบริหารจัดการกองทุนอยู่ในมือของชุมชน โครงการด้านสุขภาพต่าง ๆ ที่สำคัญ รวมไปถึงโครงการตรวจสุขภาพประจำปีเอง ก็จะถูกออกแบบและกำหนดทิศทางโดยคนในพื้นที่ นับเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) การบริหารระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน ที่เปิดโอกาสให้ทั้ง ชุมชน ภาครัฐ และ ผู้ประกอบการ มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและดูแลระบบสุขภาพร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างความเชื่อมั่นระหว่างอุตสาหกรรมเหมืองแร่กับชุมชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยถ้อยคำและการสื่อสารเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ความเชื่อมั่นนี้ ควรถูกประกอบสร้างขึ้นจากระบบที่ถูกออกแบบมาอย่างโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

บทบาทของผู้นำในอุตสาหกรรมเหมืองยุคใหม่จึงไม่ได้วัดจากการแสดงตัวเลขผลประกอบการ หรือสภาวะสุขภาพของชุมชนในแต่ละปีเท่านั้น หากแต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ชุมชนรอบเหมืองสามารถมีสุขภาพที่ดี และสามารถดูแลตนเองได้ในระยะยาว เมื่อข้อมูลสุขภาพกลายมาเป็นหนึ่งในเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เหมืองแร่ก็จะได้รับการยอมรับในฐานะองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งกับชุมชนและพร้อมเติบโตไปกับพวกเขาอย่างแท้จริง

อัคราได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO พร้อมกัน 3 ระบบ ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

อัครา ประสบความสำเร็จอีกหนึ่งก้าวสำคัญส่งท้ายปี 2568 ด้วยการได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO พร้อมกันถึง 3 ระบบ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน ตามมาตรฐานระดับสากล

การรับรองมาตรฐานในครั้งนี้ประกอบด้วย

  • ISO 9001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ
  • ISO 14001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
  • ISO 45001:2018 ระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินงานของอัคราที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มุ่ง “สร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ผ่านความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และการใช้ศักยภาพของทรัพยากรแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

การได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO ทั้ง 3 ระบบในคราวเดียวกัน ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงรากฐานการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องขององค์กร เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชน สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

บริษัทฯ ขอขอบคุณพนักงานอัคราทุกคนที่มีส่วนร่วมในการยกระดับการดำเนินงานขององค์กรสู่มาตรฐานสากล

ISO 9001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ

ISO 14001:2015 ระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

ISO 45001:2018 ระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน

อัครา จับมือ GIT–ห้างทองแม่ทองสุก–จุฬาฯ จัดเวทีเสวนาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทองคำไทยสู่สากลพร้อมต่อยอดนวัตกรรมหางแร่ สู่อนาคตเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำแห่งเดียวในประเทศไทย ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT, บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ห้างทองแม่ทองสุก) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “เหมืองแร่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: เชื่อมมาตรฐานสากล สู่โอกาส Carbon Credit จากนวัตกรรมหางแร่” ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล โดยอัคราในฐานะผู้ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำชาตรี มีศักยภาพทางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมสายธารการผลิตทองคำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทองคำ อัญมณี และเครื่องประดับของไทย พร้อมสำรวจโอกาสทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในฐานะผู้ผลิตแร่ทองคำ อัคราสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศรวมกว่า 7.7 พันล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมในพื้นที่สามจังหวัดรอบเหมืองกว่า 1,000 ตำแหน่ง และแม้อัคราจะเป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียวของประเทศ แต่บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่รัฐในรูปแบบค่าภาคหลวงติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั้งหมด สะท้อนบทบาทหลักของอุตสาหกรรมทองคำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้พูดคุยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานและแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีความรับผิดชอบและมั่นคง เพื่อให้ทองคำเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในระยะยาว”

(คุณสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน))

หนึ่งในประเด็นสำคัญของเวทีเสวนาคือการสร้าง “มาตรฐานและความโปร่งใส” ให้กับทองคำ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้กล่าวถึงเป้าหมายในการพัฒนา “ระบบนิเวศทองคำไทยที่มีความรับผิดชอบ” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทองคำไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล ซึ่งต้องอาศัยการกำหนดมาตรฐานกลางที่ทุกภาคส่วนสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดโลก และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทองคำไทยจากการเป็นผู้ปฏิบัติตาม สู่การเป็นผู้นำด้านมาตรฐานและความยั่งยืน

อัครา ในฐานะผู้ประกอบการต้นน้ำของอุตสาหกรรมทองคำของไทย สนับสนุนแนวทางดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยพร้อมเป็นต้นแบบของการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบด้วยความโปร่งใส มาตรฐานที่เป็นสากล พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับภาคเอกชนปลายน้ำอย่างต่อเนื่อง

(คุณกีรดิต หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการ และประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด หรือห้างทองแม่ทองสุก)

นอกจากนี้ ห้างทองแม่ทองสุก (MTS Gold) ในฐานะผู้ค้าทองคำรายแรกของไทยที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ได้กล่าวถึงแนวทางที่อุตสากรรมทองคำจะดำเนินงานไปอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของประเทศ โดยมองว่าแนวคิดทองคำสีเขียว (Green Gold) ที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำเหมือง การถลุงแร่ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย คือทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมทองคำไทยในอนาคต

แนวคิดดังกล่าวยังช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับทองคำในมิติของจริยธรรมและความยั่งยืน (Ethical & Sustainable Gold) ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่และผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องการลงทุนในทองคำที่ไม่ได้มีคุณค่าเพียงด้านเศรษฐกิจ แต่มีกระบวนการผลิตที่โปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์และศักยภาพการแข่งขันของทองคำไทยในเวทีโลก พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมทองคำไทยก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เวทีเสวนายังได้กล่าวถึงแนวโน้มของตลาดแร่เงินในประเทศ ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา โดย ห้างทองแม่ทองสุก เผยว่าความต้องการซื้อขายแร่เงินมีปริมาณสูงเฉลี่ยถึงสัปดาห์ละ 1 ตัน สะท้อนให้เห็นว่า “เงิน” กำลังกลายมาเป็นสินแร่ยอดนิยมที่มาแรงควบคู่กับทองคำ

(ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ขณะเดียวกัน ภาควิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอความคืบหน้าในการพัฒนานวัตกรรมจากหางแร่ อันเป็นสิ่งหลงเหลือจากกระบวนการผลิตทองคำและเงินของอัครา อาทิ “อิฐบล็อกจากหางแร่” ที่เปลี่ยนแร่เหลือใช้ให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างที่แข็งแรงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่นอกจากช่วยลดปริมาณของเสียจากเหมืองแล้ว ยังเป็นต้นแบบสำหรับการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้หางแร่เป็นวัสดุดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่จะสามารถเพิ่มปริมาณคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศ

เวทีเสวนาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนจำนวนมาก โดยถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของอัคราในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำไทยให้เติบโตอย่างรับผิดชอบ โปร่งใส และมีส่วนร่วม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย

อัคราขานรับการยุติข้อพิพาท TAFTA มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ของชุมชนพร้อมตอกย้ำบทบาทเหมืองชาตรีต่อเศรษฐกิจประเทศ

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ผู้บริหารระดับสูงของคิงส์เกต นำโดย นายรอส สมิธ-เคิร์ก ประธานคณะกรรมการบริหาร และนายเจมี่ กิ๊บสัน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้งนายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนองค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้เข้าพบนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการรับทราบถึงการยุติข้อพิพาท TAFTA และหารือถึงโอกาสในการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งบริษัทฯ พร้อมร่วมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำและเงินในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากไทยมีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยคิงส์เกตเชื่อมั่นว่าเหมืองแร่ทองคำชาตรีจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านการสร้างงาน การกระจายรายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบต่อเนื่องไปอีกนาน

นับตั้งแต่การกลับมาดำเนินงานของเหมืองทองคำชาตรีในเดือนมีนาคม 2566 คิงส์เกต ได้ลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกเครื่องปรับปรุงอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานภายในเหมือง การสำรวจแหล่งแร่เพิ่มเติม การสรรหาและพัฒนาบุคลากร รวมถึงการดำเนินการตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และบริษัทฯ ได้ชำระค่าภาคหลวงแร่ไปแล้วรวมกว่า 2,000 ล้านบาท อีกทั้งยังได้สมทบเงินเข้ากองทุนตามนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรแร่มากกว่า 450 ล้านบาท สนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการจ้างงานทั้งทางตรงและผ่านผู้รับเหมาท้องถิ่น ซึ่งได้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนปีละหลายพันล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยลงพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนรอบเหมืองอย่างสม่ำเสมอ

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่า บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง และหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด การดำเนินงานทุกอย่างของเหมืองแร่ทองคำชาตรีเป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล และยังได้จัดให้มีการตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินงานของเหมืองไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในชุมชนใกล้เคียง เช่นเดียวกับพนักงานของบริษัทฯ ซึ่งหลายคนทำงานที่เหมืองมานานกว่า 10-20 ปี และมีผลการตรวจสุขภาพที่ดี

“พนักงานของเราประมาณ 85% เป็นคนในพื้นที่ หากการดำเนินงานของเหมืองไม่ปลอดภัยจริง คงไม่มีใครยอมเสี่ยงชีวิต ทั้งของตัวเองและคนในครอบครัวเพื่อแลกกับค่าตอบแทนจากการทำงานที่นี่ ความไว้วางใจจากชุมชนและพนักงานคือเครื่องยืนยันสำคัญ นอกจากนี้ เงินจากกองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบเหมืองแร่ที่อัครานำส่ง ยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องในชุมชนรอบเหมืองในมิติต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ล่าสุดคือ การที่องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ได้นำไปใช้ในการติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและเสริมความปลอดภัยในการสัญจรของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี” นายเชิดศักดิ์กล่าว

บริษัทฯ ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณรัฐบาล ผู้นำชุมชน และประชาชนรอบเหมือง สำหรับความเชื่อมั่นและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับชุมชนโดยรอบ

อัครา ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน คว้า 2 รางวัลใหญ่ “CSR Award 2025” และะ เครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “รักษ์ป่า รักแผ่นดิน”

อัคราคว้า 2 รางวัลสำคัญด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติรับรางวัลส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ ประจำปี 2568 (CSR Award 2025) ในฐานะองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ ระดับจังหวัด (จังหวัดพิจิตร) จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยนางสาวยุวธิดา พุกอ่อน ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และการพัฒนา เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลจากนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวง พม.

การได้รับรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอัคราในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ผ่านโครงการที่มุ่งสร้างคุณค่าและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของชุมชนรอบเหมืองที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนกิจกรรมนอกหลักสูตรสำหรับเยาวชน การพัฒนาทักษะด้านภาษา ดนตรี และกีฬา ตลอดจนโครงการเพื่อสังคมที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ อัครายังร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตร เพื่อขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในวันที่ 18 กันยายน 2568เนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมป่าไม้ ครบรอบ 129 ปีอัครายังได้รับมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “รักษ์ป่า รักแผ่นดิน”จากกรมป่าไม้ โดยนายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร เป็นตัวแทนเข้ารับเครื่องหมายและนางสาวยุวธิดา รับใบประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้ จาก ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายเชิดศักดิ์ กล่าวว่า “การได้รับสองรางวัลอันทรงเกียรติในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ และเป็นเหมือนเสียงสะท้อนที่บอกว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง รางวัลนี้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจจริง และความร่วมมืออันแข็งแกร่งของพนักงาน พันธมิตร หน่วยงานราชการ และชุมชน เราขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความไว้วางใจและร่วมมือกับอัคราอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงรางวัลของบริษัทฯ แต่เป็นเครื่องยืนยันว่า การสร้างสมดุลระหว่างระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่เราทุกคนทำได้จริง และจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของเราต่อไป”